Categories
บทความ Featured Articles

การประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน

บทความนี้เขียนโดยสองผู้ร่วมงานของ SCL เอเลนคอร์นิชและดอกเตอร์ ดอน จอร์แดน ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง แสดงกรณีศึกษาว่าการประเมินผลนั้นเป็นมากกว่าการวัดผลแบบการเรียนรู้แบบท่องจำ บทความแสดงถึงการประเมินการเรียนรู้, การประเมินเพื่อการเรียนรู้และการประเมินเสมือนการเรียนรู้ วิธีการวัดผลแบบครอบคลุมนี้สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนการประเมินผลการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกส์

เอเลน คอร์นิช เป็นผู้มากด้วยประสบการณ์ด้านเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน อาจารย์จากโรงเรียนโอบอร์ต รัฐทาสมาเนีย ออสเตรเลีย
  ดอกเตอร์ดอน จอร์แดน มีประสบการณ์ผ่านการทำงานมาหลากหลายในโรงเรียนทาสมาเนียน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิยาลัยเคอร์ติน

ทั้งดอนและเอเลนยังมีประสบการณ์ในประเทศอื่นด้วย ทั้งในฐานะผู้เยี่ยมชนการสอนและที่ปรึกษา พวกเขาเขียนบทความหลายชิ้นให้กับ SCL

อะไรที่นักเรียนคนนี้สามารถพูด, เขียน หรือทำบางอย่างเพื่อแสดงให้เราเห็นว่าเขาเข้าใจสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มา?

นางสาวเอเลน คอร์นิช และดอกเตอร์ ดอน ดับบลิว จอร์แดน

การประเมินผลนักเรียนเป็นวิธีการที่มีความสำคัญสำหรับการเรียนและการสอนในชั้นเรียนที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อเป็นตัวช่วยในการสอนเพื่อความเข้าใจสำหรับครู และเป็นโอกาสให้นักเรียนได้แสดงให้เห็นการเรียนรู้ของพวกเขา การประเมินนักเรียนมีหลายวิธี ตั้งแต่การประเมินโดยหน่วยงานกลางไปจนถึงการทดสอบที่ครูออกแบบเองเพิ่มเติมขึ้นมาให้เหมาะสมกับสิ่งที่นักเรียนกำลังศึกษา บทความนี้ไม่ได้จะกล่าวถึงวิธีการประเมินในรูปแบบต่างๆ แต่เป็นการแสดงความเห็นถึงวิธีการประเมินที่พวกเราใช้อยู่ในชั้นเรียนที่ทาสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย

วิธีการประเมินที่เหมาะสมสามารถมีได้หลายรูปแบบ รวมไปถึงการใช้ตำราเรียน การนำเสนอภาพนิ่ง การอภิปรายกลุ่มหรืออื่นๆ เราพบว่าวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีคือจินตนาการถึงความสำเร็จที่นักเรียนจะแสดงให้เห็นในทางที่พวกเขาเลือก ความคิดและการเรียนรู้ที่เราหวังจะได้เห็นจากพวกเขา ทางที่มีประสิทธิภาพ อธิบายไว้อย่างดีโดย แอน รีฟส์ ( 2011) คือการมโนภาพผู้เรียนที่ประสบความสำเร็จและถามว่า “นักเรียนคนนี้จะสามารถพูด เขียน หรือสร้างสรรค์บางอย่างเพื่อแสดงถึงความเข้าใจในงานที่ได้รับมอบหมายอย่างไร? สามารถตอบคำถามอะไรได้? สามารถทำงานอะไรได้บ้าง?”

เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องสร้างระบบห้องเรียนและแผนการสอนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนของเราได้แสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ ในแบบที่พวกเขาเลือก ตามความสนใจและความสามารถ นี่รวมไปถึงการทดสอบตามตำราหรือการแสดงศิลปะและการละคร หรือการแสดงความคิดเห็นกับอาจารย์หรือเพื่อนร่วมชั้น เราใช้ทฤษฎีพหุปัญญาของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (1983) เป็นหลักในการประเมินของเราและเพื่อเป็นกรอบกว้างๆที่จะช่วยให้เราเข้าใจว่านักเรียนของเรามีข้อดีแตกต่างกัน เรียนรู้ในวิธีการที่หลากหลายต่างกัน

การ์ดเนอร์ขยายการวัดระกับความรู้แบบดั้งเดิมจากความรู้ทางวิชาการด้านภาษาและตรรกะวิชาทางคณิตศาสตร์ (IQ test) มาเป็นรวมไปถึงด้านมิติสัมพันธ์, ภาพ, ดนตรี, การเคลื่อนไหวของร่างกาย, มนุษยสัมพันธ์, การสื่อสารกับตัวเอง และธรรมชาติวิทยา หมายถึงว่านักเรียนอาจใช้สิ่งเหล่านี้ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของความฉลาดในการคิดตรรกะที่สูงขึ้นและเพื่อแก้ปัญหา

ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนที่มีความสามารถทางภาษาอาจสร้างสรรค์ผลงานด้านการเขียนแต่อาจมีข้อติดขัดในงานที่ต้องอาศัยความรู้ขั้นสูงด้านมิติสัมพันธ์ เราให้โอกาสนักเรียนของเราที่จะพัฒนาความรู้และความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาผ่านตัวเลือกต่างๆที่มีให้ เช่นศิลปะ, งานหัตถกรรม ฯลฯ และมีครูเป็นผู้ดูแล

นี่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากสำหรับเราที่จะดึงดูดนักเรียนให้เรียนรู้ โดยการให้โอกาสพวกเขาได้พัฒนาพหุปัญญาของพวกเขา เรามั่นใจว่าทางเลือกต่างๆดังกล่าวอยู่ใต้การดูแลของเรา จึงมั่นใจว่านักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่พัฒนาความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนของเราได้รับความรู้ที่เพิ่มขึ้นโดยการเข้าร่วมกิจกรรมในระดับที่สูงขึ้นเราใช้ระบบโครงสร้างที่สร้างโดยเบนจามิน บลูม

บลูม(1956) กำหนดระดับขั้นของความเข้าใจไว้หกระดับ ตั้งแต่การจำหรือรับรู้ข้อมูลอันเป็นลำดับต่ำสุด ไปสู่ระดับที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นและอาศัยการทำงานของสมองมากขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดซึ่งคือการประเมินผลและการสร้างสรรค์ หกระดับตามหลักของบลูมประกอบด้วย

ความจำ                                ความสามารถในการจำความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้มา  ด้วยการ นิยาม, จับคู่, เลือก, จำแนก, บอกคุณลักษณะ, บอกชื่อ, ให้แสดงรายชื่อ, บอกความสัมพันธ์

ความเข้าใจ          ความสามารถในการแปลความ ขยายความ และเข้าใจในสิ่งที่ได้เรียนรู้มา   แปลความหมาย, เปลี่ยนแปลงใหม่, แสดง, ยกตัวอย่าง, อธิบาย, อ้างอิง, สรุป, บอก, รายงาน, บรรยาย, กำหนดขอบเขต, ฯลฯ

การนำไปใช้          ความสามารถในการใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้มาเป็นวัตถุดิบก่อให้เกิดสิ่งใหม่ ประยุกต์ใช้, จัดกระทำใหม่, แก้ปัญหา, จัดกลุ่ม, นำไปใช้, เลือก, ทำโครงร่าง, ฝึกหัด, คำนวณ, ฯลฯ

การวิเคราะห์        ความสามารถในการแยกความรู้ออกเป็นส่วนแล้วทำความเข้าใจในแต่ละส่วนว่าสัมพันธ์คือแตกต่างกันอย่างไร จำแนก, จัดกลุ่ม, เปรียบเทียบ, สรุปย่อ, บอกความแตกต่าง, อธิบาย, วิเคราะห์, แยกส่วน, ทดสอบ, สำรวจ, ตั้งคำถาม, ตรวจสอบ, อภิปราย, ฯลฯ

การประเมิน         ความสามารถในการตัดสินคุณค่าอย่างมีเหตุมีผลตั้งราคา, ตัดสินคุณค่า, พิจารณา, สรุป, ประเมิน, ให้น้ำหนัก, กำหนดเกณฑ์, การเปรียบเทียบ, แก้ไข, ปรับปรุง, ให้คะแนน

การสังเคราะห์     ความสามารถในการรวมความรู้ต่าง ๆ หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ให้เกิดเป็นสิ่งแปลกใหม่           การออกแบบ, วางแผน, การแก้ปัญหา, การผลิต, การสร้างสูตร, ฯลฯ

เพื่อจะสามารถให้นักเรียนได้พัฒนาความเข้าใจของตน เราจัดการกิจกรรมในห้องเรียนโดยอาศัยวิธรการของบลูม/การ์ดเนอร์ตามตัวอย่างด้านล่าง

คลิกที่ภาพ

One reply on “การประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *