Categories
บทความ

MOM’S WAY

MOM’S WAY TO SUCCESSFUL STUDENT CENTERED LEARNING: THE PROOF IS IN THE PUDDING AND IN RESEARCH

By Peter J. Foley, Ed.D, editor and chief

 

คุณแม่ของผม, แจคกี้ เทิร์นเนอร์ โฟลีย์ เป็นคุณครูที่ทำงานช่วยเหลือกับเด็กนักเรียนของท่าน ท่านสอนนักเรียนตั้งแต่อายุ 6 ถึง 16 ปี ซึ่งเด็กนักเรียนเหล่านี้ เป็นเด็กที่ไม่เคยเรียนรู้วิธีการอ่านหนังสืออย่างถูกต้อง และยังเรียนได้ช้าตามหลังเพื่อนๆ เมื่อทางโรงเรียนรู้สึกว่า ไม่สามารถช่วยนักเรียนกลุ่มนี้ที่อยู่ในโรงเรียนเรียนรู้ได้ จึงเรียก มิสแจคกี้, the teacher of the last resort คุณแม่ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งในเรื่องของการสอนเด็กๆเหล่านี้ ที่หลายๆครั้งได้รับนามว่า “ unteachable” จากโรงเรียนของรัฐบาล คุณแม่ไม่เพียงแต่สอนพวกเขาให้อ่านได้เท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเขารักในการเรียนรู้ด้วย เมื่อได้อ่านบางส่วนของบันทึกของคุณแม่ ผมได้นำบางส่วนสั้นของบันทึกของแม่ไว้ว่า:

 

กระบวนการเรียนรู้ควรเริ่มต้นขึ้นด้วยความอบอุ่นและเอาใจใส่ เป็นสิ่งสำคัญ (เพื่อความสำเร็จในสอนเรื่องการอ่าน) ในการทำให้เด็กนักเรียนเอื้อมถึงเนื้อหาที่พวกเขาต้องการและ พัฒนาแนวความคิดของเขา เหมือนอย่างเช่นเด็กน้อยคนหนึ่งว่า “ มิสซิส โฟลีย์ไม่ได้สอนหนู แต่หนูเรียนด้วยตัวเอง”

 

วันหนึ่งในเดือนมีนาคม 1973

งานวิจัยด้านการศึกษา 40 ปีหลังจากที่คุณแม่ของผมได้เขียนสิ่งนี้ไว้ ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงภูมิปัญญาของคุณแม่ เรื่องการเข้าถึงนักเรียนเป็นศูนย์กลางกาเรียนรู้

 

เริ่มจากความเอาใจใส่การสอน

 

นักวิจัยได้ค้นพบว่า นักเรียนที่มีรับความสัมพันธ์แบบห่วงใยจากคุณครูของเขา จะมีแรงจูงใจและทำงานได้ดีกว่านักเรียนที่ไม่ได้รับความสัมพันธ์ดังกล่าว(Foster 1995; Gay 2000; Irvine, 1990) Ted Sizer, นักวิชาการที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งมีมาตรการในการให้คุณครูทำหน้าที่เหมือนเป็นโค้ช และให้คำแนะนำแทนบ่อยๆ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการสื่อสารระหว่างคุณครูและนักเรียน

 

หนึ่งทศวรรษ หลังจากที่คุณแม่เขียนบันทึกไว้ ซึ่งฉันได้ไปค้นเจอบันทึกนี้ในไฟล์งานของท่านในสัปดาห์นี้  Ted Sizer ได้เริ่มก่อตั้ง

Coalition of Essential Schools ในสหรัฐอเมริกา การเคลื่อนไหวด้านการศึกษานี้ได้รวบรวมโรงเรียนต่างๆมากกว่า 1000 โรงเรียน และหลักการในการดำเนินการของโรงเรียนเป็นแบบเดียวกันกับคุณแม่ผม คือ ความคาดหวังที่สูง, การสร้างนิยามส่วนตัวของนักเรียนในการเรียนรู้, สอนเด็กๆก่อนแล้วค่อยสอนวิชาการ คือ ให้เด็กๆเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจว่า ต้องการเรียนอะไรในหลักสูตร และคุณครูควรจะเป็นเหมือนโค้ชและพี่เลี้ยง นี่คือผลรวมที่ดีของหลักการนักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้

 

คุณแม่ของผมได้รับแรงบันดาลใจ (และอาจ Sizer ด้วยเช่นกัน) มาจากวิธีการของ Marie Montessori เช่นเดียวกับ Marie Montessori คุณแม่ของผมมีความคาดหวังสูงในตัวนักเรียนของท่าน และท่านทำแบบฝึกหัดบทเรียนของแม่ในการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ท่านยังได้รับอิทธิพลจาก John Dewey ซึ่งเชื่อในการใช้ประชาธิปไตยในกลุ่มเล็ก ๆ ของเธอในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียนรู้หรือวิธีการเรียนในห้องเรียนควรเป็นในรูปแบบใด คุณแม่ชอบที่จะกระตุ้นให้เกิดการสนทนากับกลุ่มเล็ก ๆ ของนักเรียนของคุณแม่ เกี่ยวกับกระบวนการคิดของพวกเขาในการแก้ปัญหาเฉพาะหรือมีความคิดเฉพาะหลังจากที่ได้ผ่านการอ่านบทความต่างๆ  คุณแม่มักจะพูดกับนักเรียนของท่านเองว่า “เราควรจะทำอะไรต่อไปกัน”

 

ทั้งยังได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนากาเรียนรู้ของนักเรียนขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของการมีส่วนร่วมดังกล่าว(Biemiller&Meichenbaum, 1992).

 

ผมจำได้ว่า คุณแม่ของผมยืนยันที่จะให้นักเรียนของท่านให้ความสนใจในการรวบรวมองค์ความรู้จากทีเป็นข้อสรุปและคำตอบของพวกเขา “บอกครูว่า นักเรียนได้ข้อสรุปเช่นนี้ได้อย่างไร?” “บอกครูว่า นักเรียนคิดได้อย่างไร” “นักเรียนทำได้อย่างไร”  ซึ่งคุณแม่ได้กำลังสอนนักเรียนของท่านในทักษะที่เรียกว่า อภิปัญญา ซึงเป็นการสอนนักเรียนให้ตรวจสอบความเห็นของเขาและจากทักษะการสังเกตเหล่านี้จะนำให้พวกเขารู้จักการแก้ปัญหาหรือทำงานให้สำเร็จลุล่วงได้ มีงานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า ทักษะเหล่านี้ทำให้เพิ่มศักยภาพของนักเรียนทั้งในห้องเรียนและในการทดสอบแข่งขัน (Dunlosky, Serra, and Baker, 2007).

 

 

คุณแม่ยังคงระมัดระวังในสิ่งที่นักเรียนรู้อยู่แล้ว ผมไม่แน่ใจว่า คุณแม่จะคล้ายๆกับการทำงานของ Lev Vygotsky ซึ่งงานนี้ได้กลายเป็นพื้นฐานของจิตวิทยาด้านการศึกษา ในปี 1970  ถึงแม้ว่า Vygotsky เสียชีวิตในปี 1930 ซึ่งเป็น Vygotsky ทีเป็นผู้ตั้งสมติฐานว่า ผู้เรียนจะมี zone of proximal development( ZPD) ซึ่งเป็ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เด็กๆสามารถทำได้ด้วยตัวเองกับเพิ่มการเรียนรู้ต่อไป เพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถได้รับความช่วยเหลือและนำไปสู่ความสำเร็จ สิ่งนี้นอกเหนือจากงานของ Vygotsky ซึ่งเป็นวิธีการสอนที่เป็นแบบ scaffolding grew เป็นวิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน วิธีการหนึ่งในการกำหนด scaffolding เป็นวิธีการสอน คือ เมื่อคุณครูสร้างแบบจำลองกลยุทธการเรียนรู้ หรือโครงงาน จากนั้นให้มอบหมายให้เป็นความรับผิดชอบของนักเรียน

คุณแม่ใช้เทคนิคนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยการมอบหมายให้นักเรียนได้มีส่วนช่วยเหลือตามทักษะและความสามารถของนักเรียนเอง นักวิจัยชี้ชัดว่า scaffolding ลดความผิดพลาด ซึ่งลดความยุ่งยาก โดยเฉพาะ เด็กที่ต้องการการเรียนรู้แบบพิเศษ (Van Der Stuyf, R, 2002)

 

สิ่งที่เป็นการพิสูจน์วิธีการของคุณแม่เห็นได้จากความสำเร็จจากการสอนเด็กที่ต้องการการเรียนรู้แบบพิเศษ สามารถเรียนรู้ที่จะอ่านหนังสือได้ด้วยความเข้าใจ งานวิจัย 40 ปี หลังจากที่คุณแม่ได้บันทึกวิธีการของแม่ไว้ ได้แสดงให้เห็นถึงความถูกต้องของหลักการการสอนของคุณแม่ งานวิจัยได้ขึ้นทะเบียนสำหรับการสอนโดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลางกาเรียนรู้ เป็นที่น่าเศร้าใจ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและไทย มีหลายๆโรงเรียนที่ยังคงสอนนักเรียนให้จดและท่องจำ โดยมีการสื่อสารเพียงทางเดียวในห้องเรียน ซึ่งคุณครูจะเป็นคนบรรยายให้กับนักเรียน หลักการเรียนรู้โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ยังคงไม่สามารถชนะใจครูและผู้บริหารได้เลย

 

จากคำกล่าวของนักร้องเพลงโฟล์ก Bob Dylan  “when will we ever learn, when will we ever learn”.

 

2 replies on “MOM’S WAY”

Honeysays:

Inspiration by motherly touch is critical in teaching. I used to stay away from the class of my last year in my medical education when I felt the teacher is not fair. Who I am today is due to the motivation given by the teachers I loved and due to my mothers, who were brave and go forth unafraid.

lyndasays:

There will always be a place for the human element in teaching, that relationship between teacher and student is a valuable teaching tool, not an “extra”.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *