Categories
Uncategorized

การเรียนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง

การเรียนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง : ทำความเข้าใจตำนานอย่างลึกซื้ง
อาจารย์ชุติมา ธรรมรักษา

ครูเป็นศูนย์กลาง หรือ ครูเป็นหลักโดยตรงเป็นศูนย์กลางของการศึกษาประเทศไทยมาช้านาน แนวปฏิบัติดังกล่าวได้วางรากฐานการเรียนแบบตามบทเรียน หรือ การเรียนแบบจดจำ มากกว่าเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียน ข้อบกพร่องของระบบดังกล่าวเห็นได้จากความไม่กระตือรือร้นของผู้เรียนที่ขาดทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และไม่มีความคิดสร้างสรรค์  จากการตระหนักถึงข้อบกพร่องนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ริเริ่มการปฏิรูประบบการศึกษาครั้งสำคัญขึ้น จากรูปแบบที่ครูเป็นศูนย์กลางแบบดั้งเดิมสู่แนวทางการให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ด้วยมุ่งหวังจะผลิดผู้เรียนที่มีศักยภาพ มีสมรรถณะ มีความเป็นตัวของตัวเอง และสามารถเรียนรู้อย่างยั่งยืนได้ และจะสามารถยืนอยู่บนโลกแห่งการแข่งขันนี้ได้
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เป็นผลมาจากการนำนโยบาย นักเรียนเป็นศูนย์กลางมาปฏิบัติใช้ ได้ทำให้คุณครูจำนวนไม่น้อยสับสบและงุนงงกับบทบาทและแนวทางการสอนของตนเอง บทความที่จะนำเสนอต่อไปนี้ต้องการที่จะสร้างความกระจ่าง ชี้แจงข้อสงสัยดังกล่าวโดยการให้นิยามและคำจำกัดความของแนวคิดต่างๆ และยังจะนำเสนอตัวอย่างจากแง่มุมต่างๆ ที่ตรงประเด็นกับแต่ละแนวคิดด้วย
บทนำ
ประเด็นเรื่อง นักเรียนเป็นศูนย์กลาง หรือผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ได้กลายเป็นที่สนใจของนักการศึกษา โรงเรียน วิทยาลัยครู ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในความเป็นจริงแล้วแนวคิด “นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้” ไม่ได้รับการกล่าวถึงไม่มาก กระทั้งในพระราชบัญญัติการศึกษา ปี 2542 นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้กลายเป็นประเด็นหลักในการปฏิรูปการศึกษา แนวคิดใหม่นี้ ได้ถูกคาดหวังว่า จะเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ประชากรไทย ให้อยู่รอดได้ในสังคมที่มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น ในระบบเศรษฐกิจที่ความรู้เป็นตัวขับเคลื่อน และในโลกของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
แม้จะได้รับความสนใจอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมาคือความสับสนและความไม่มั่นใจในกระบวนทัศน์การเรียนการสอนภายในแนวคิดและแนวทางใหม่นี้ คุณครูบางท่านมองแนวคิดใหม่นี้ว่าเป็นการคุกคามระบบ ครูเป็นศูนย์กลาง หรือ ครูเป็นผู้นำ ที่มีมายาวนาน ในขณะเดียวกันบางท่านเกรงว่าแนวคิดใหม่นี้จะลดบทบาทที่สำคัญของครูในชั้นเรียน และเช่นกัน นักเรียนเอง บางคนก็ไม่สบอารมณ์กับแนวคิดใหม่นี้ อย่างที่เราได้เห็นตามรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ล่าสุดนี้ ที่ว่า “แนวคิด นักเรียนเป็นศูนย์การการเรียนรู้ เปรียบได้กับ “ควาย” เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้”  ตามจริงแล้ว คำว่า “ควาย” สำหรับคนไทยเราหมายถึง วัวตัวใหญ่ที่ใช้ในการลากไถช่วยเหลือชาวนา หากเมื่อใช้กับคนหรือกับแนวคิดนั้น มีความหมายเป็นนัยยะ เปรียบเทียบคนหรือแนวคิดนั้นว่า โง่เขลา
การกล่าวว่าระบบ นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ก็คือ ระบบ “ควาย” เป็นศูนย์กลางนั้น เป็นการบอกให้ทราบว่าระบบนี้เป็นระบบที่ไม่เป็นประโยชน์ เป็นเรื่องน่าผิดหวัง และมันจะไม่ช่วยนักเรียนให้ฉลาดขึ้น แต่กลับจะระงับการพัฒนาของเด็กๆ คำวิพากย์วิจารณ์นี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่ารูปแบบการเรียนการสอนนี้ล้มเหลว ไม่ใช่ด้วยตัวรูปแบบเอง แต่เป็นผลมาจากการตีความที่ผิดๆ การนำไปปฏิบัติที่ผิดๆ และการต่อต้านรูปแบบการเรียนการสอนใหม่
แม้จะมีการอธิบายเชิงลายลักษณ์อักษรเรื่องนักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ แต่อาจกล่าวได้ว่าครูส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าจะเป็นวิธีในการเสริมสร้างคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ที่แย่ไปกว่านั้น ครูไม่มั่นใจถึงขั้นตอนการปฏิบัติ หรืออะไรที่ควรปฏิบัติเพื่อให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นและปฏิบัติได้จริง คำถามมากมายเรื่องความเป็นไปและการบังคับใช้ของการสอนแนวใหม่นี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างกว้างขวางในสังคมของคุณครู ดังนั้น เอกสารฉบับนี้จึงพยายามให้ความกระจ่าง วิเคราะห์หลักการและแง่มุมต่างๆ ของแนวคิด นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ผ่านคำถามที่มักถูกเอ่ยถึงหรือถามถึงมากที่สุด ได้แก่
อะไรคือการเรียนรู้ แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
คำตอบคือเพียงแค่เอานักเรียนมาเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ หรือรูปแบบที่นักเรียนถูกวางไว้เป็นแกนหลักในกระบวนการการเรียนรู้ เริ่มกันตั้งแต่ ความต้องการของนักเรียน ความเห็นของนักเรียน ภูมิหลังของนักเรียน และจุดประสงค์ของนักเรียน สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับความสนใจและมีส่วนร่วมในบริบทการเรียนรู้ ภายใต้รูปแบบนี้ ครูจะเป็นผู้ชี้แนะโดยดูว่าอะไรเหมาะสมกับนักเรียนที่สุด เมื่อช่วยเหลือให้นักเรียนเรียนและตัดสินใจ
หลักการของ นักเรียนเป็นศูนย์การการเรียนรู้มีที่มาจากหลากหลายรูปแบบ เริ่มต้นพัฒนาการมาจากทฤษฏีการเรียนรู้สามารถสร้างได้ ที่เชื่อว่าเราสามารถจัดโครงสร้างให้กับความรู้ได้อย่างมีเอกภาพและมีเอกลักษณ์ได้ในหลากหลายทาง (Vygotsky, 1978, cited in Bush & Saye, 2000) และยังพัฒนาการมาจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ กล่าวคือการสอนคือการส่งผ่าน สืบต่อของความรู้ที่มีอยู่แล้ว (Kohonen, 1992) และการเรียนรู้ และมาจากรูปแบบการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น ที่เสนอให้กิจกรรมการเรียนรู้ทุกกิจกรรมต้องมีการปฏิบัติเพื่อให้ได้ประสบการณ์ตรง หรือต้องมีการโต้ตอบ อย่างเป็นการโต้ตอบกับตัวเองหรือผู้อื่น (Fink, 2002).SLLT 2003 page 61
อะไรคือหน้าตาและลักษณะของการเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
จากพื้นฐานของรูปแบบต่างๆ ที่การเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางพัฒนามาจาก ได้ก่อให้เกิดลักษณะดังต่อไปนี้
–       มุ่งเน้นไปที่ให้มีการเรียนรู้อย่างมีการโต้ตอบ ใช้แนวคิดต่างๆ ร่วมกันเพื่อเชื่องต่อการเรียนรู้ใหม่กับการเรียนรู้เดิม กระตุ้นความสนใจและสิ่งที่เชื่องโยงกัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนหรือนักเรียนมีทางเลือกและควบคุม ปรับเปลี่ยน เพื่อความต้องการในการพัฒนาที่แตกต่างกันของแต่ละคน พร้อมกันนั้นยังให้การดูแลและสร้างบรรยากาศการที่ส่งเสริมการเรียนรู้
–       จัดโครงสร้างความรู้โดยผ่านการเรียนรู้ที่แท้จริง คือการเรียนในบรรยากาศจริงหรือในบริบทที่ความรู้เกิดขึ้นหรือถูกสร้างขึ้น หรือจะกล่าวได้อีกอย่างว่า เชื่อมต่อประสบการณ์การเรียนรู้ในโรงเรียนกับสถานการณ์ของโรลกความจริงนั้นเอง
–       นักเรียนมีส่วนร่วมในขั้นตอนการเรียนรู้ มากกว่าการเป็นผู้รับความรู้ นักเรียนจะได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมและเพิ่มความรู้สึกรับผิดชอบเพื่อให้ทราบถึงทิศทางการเรียนรู้ของตัวเองและความต้องการในการเรียนรู้ของตนเอง รู้แหล่งของการเรียนรู้ และจัดโครงสร้างความรู้ตามความต้องการของตัวเอง
–       จัดกิจกรรมในชั้นเรียนและโครงงานที่แตกต่าง เพื่อให้ผู้เรียนหรือนักเรียนได้มีทางเลือกหลากหลายในการคัดสรรตามความต้องการของนักเรียนแต่ละคน เป็นผลมาจากการตระหนักว่านักเรียนแต่ละคนมีศักยภาพต่างกัน มีความชื่นชอบในรูปแบบการเรียนรู้และมียุทธวิธีในการเรียนรู้ที่ต่างกัน
–       บรรยากาศในการเรียนรู้ กล่าวคือการเรียนรู้ควรเกิดขึ้นได้ทุกที่ และทุกเวลา ทั้งในรูปแบบต่างและในความหมายต่างๆ ที่สามารถสร้างสรรค์ได้ บรรยากาศการเรียนรู้เช่นนี้จะช่งยสร้างเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบในการศึกษาของตน ดังนั้นนักเรียนได้ถูกเตรียมตัวในบรรยากาศที่แท้จริงด้วยกิจกรรมนอกห้องเรียนที่จะเพิ่มการเรียนรู้ของนักเรียนในมิติต่างๆ
–       นักเรียนถูกกระตุ้นจากภายใน (มีแรงจูงใจของตัวเอง) มากกว่าถูกกระตุ้นจากภายนอก (แรงจูงใจจากภายนอก) หรือกล่าวง่ายๆ ว่านักเรียนมีแรงจูงใจจากภายในไม่ใช่จากภายนอก ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนพิมพ์รายงานส่งเพราะนักเรียนต้องการสร้างความภูมิใจให้งานของตัวเองไม่ใช่ต้องการให้คนอื่นชื่นชมวิธีการนำเสนอนี้
ทำไมต้องเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบการเรียนรู้ใหม่นี้
การเรียนรู้แบบดั้งเดิมมีปัญหาอะไรหรือ
เพื่อเป็นการตอบคำถามสองข้อนี้ เราต้องมองย้อนกลับไปถึงการวิเคราะห์ธรรมชาติของการเรียนรู้แบบดั้งเดิมที่ครูเป็นศูนย์กลางก่อน และดูถึงผลที่ได้รับจากการเรียนรู้แบบดั้งเดิมต่อผู้เรียน เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมแนวทางการเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางจึงควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นทางเลือกใหม่
แนวคิด ครูเป็นศูนย์กลาง ได้รับอิทธิพลมาจากแนวความคิดที่ว่าองค์ความรู้นั้นคือบางอย่างที่สามารถส่งต่อจากครูสู่นักเรียนได้ เสมือนการเรียนรู้แบบสองมิติ โดยโครงสร้างว่าครูสู่นักเรียน  ในห้องเรียนครูเสมือนเป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่พัฒนาความรู้และทักษะ ประเมินและแก้ไขการปฏิบัติของผู้เรียนตามกฏเกณฑ์ที่ครูท่านนั้นได้ตั้งขึ้นไว้ นักเรียนคือผู้รับความรู้และคาดหวังว่าครูจะควบคุมจัดการเบ็ดเสร็จในกระบวนการเรียนรู้นั้น ดังนั้น กระบวนการเรียนรู้ที่ปฏิบัติในห้องเรียนแบบไม่มีการโต้ตอบที่ใช้กันทั่วไปนี้มีการประยุกต์มาจาก IRE คือ ครูริเริ่ม นักเรียนตอบสนอง และครูประเมินผล (Mehan,1979)
ในรูปแบบ IRE ครูผู้สอนจะอยู่ด้านหน้าของชั้นเรียนเสมอ ให้ความรู้ ถามนักเรียนเพื่อให้นักเรียนแสดงว่าเข้าใจความรู้ที่เพิ่งสอนไป จากนั้นประเมินผลการปฏิบัติหรือคำตอบของนักเรียน การสอนแบบครูเป็นศูนย์กลางนี้ยังรากลึกในสังคมไทย สังคมที่ระบบ “ผู้ใหญ่ ผู้น้อย” เป็นคุณค่าสำคัญของสังคม เนื่องจากคนไทยให้ความสำคัญกับการที่ผู้น้อยควรเคารพผู้ใหญ่ ตามลำดับ และเกี่ยวข้องกับเรื่องอำนาจสิทธิ์ขาด (Williams, 1980)  ดังนั้นครู ผู้ที่มีสถานะสูงกว่านักเรียน ผู้ที่ถือได้ว่าเป็นพ่อแม่คนที่สอง หน้าที่ของครูมิใช่เพียงสั่งสอนความรู้ สั่งสอนคุณธรรม และกล่อมเกลานักเรียนให้เป็นพลเมืองที่ดีของชาติด้วย ด้วยภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปมองครูว่าเป็น “ผู้รู้โดยชอบธรรม” ผู้ประสิทธิ์ประสาสตร์ความรู้เช่นนี้แล้ว ไม่ต้องกล่าวเลยว่าในกระบวนการเรียนรู้ ครูจึงผู้วางไว้เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ผู้เรียนหรือนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
ด้วยปัจจัยทั้งสองที่กล่าวมาแล้วคือระบบ ผู้ใหญ่ ผู้น้อยของสังคม และรูปแบบการส่งทอดทางการศึกษานี้ เราก็จะเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นว่าทำไมครูไทยจึงจำเป็นต้องคงภาพลักษณ์ความเป็น “ผู้รู้โดยชอบธรรม” ด้วยการยึดรูปแบบการเรียนการสอน แบบครูยืนหน้าห้อง และการสอนแบบ IRE ไว้
อย่างไรก็ตาม โชคร้ายมากที่ระบบการสอนที่ครูไทยนิยมปฏิบัตินี้มีข้อเสียอย่างมาก รูปแบบนี้ได้ส่งให้ผู้เรียนเป็นผู้รับความรู้โดยไม่โต้ตอบ เป็นผู้ฟัง จำ และซึบซับข้อมูลที่ส่งมาโดยผู้รู้ นักเรียนไม่ใช่ผู้ริเริ่ม หรือผู้มีข้อสงสัยต่อสิ่งที่เรียนรู้
นักเรียนไม่ได้ถูกฝึกให้ใช้ความคิดอย่างวิเคราะห์ วิจารณ์หรือสะท้อนเปรียบเทียบ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ระบบการศึกษานี้ไม่ได้เตรียมนักเรียนให้เป็นผู้เรียนรู้อย่างอิสระ ที่ตระหนักว่าความรู้มีโครงสร้งและสามารถเรียนได้หลายรูปแบบ นักเรียนไม่ตระหนักเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ ไม่ตระหนักว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งยังไม่เข้าใจว่าไม่มีคนอื่นที่มีส่วนรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเองนอกจากตัวผู้เรียนเอง
เพื่อให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารและเศรษฐกิจที่ต้องการทักษะการคิดวิเคราะห์ เราต้องเสริมสร้างนักเรียนของเรา เราต้องสร้างให้นักเรียนของเราคิดอย่างวิเคราะห์และคิดอย่างอิสระ และรู้รับผิดชอบ และมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ของเขา นักเรียนต้องสามารถกำหนดทิศทางของตัวเองและเป็นผู้มีส่วนร่วมที่กระตือรือร้นในบริบทการเรียนรู้เชิงวิชาการนี้ ด้วยความสำคัญเหล่านี้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องพัฒนาการให้ความรู้จากแบบสองมิติ ครูสู่นักเรียน ไปเป็นโครงสร้างแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เชิงสามมิติ ที่ที่นักเรียนและครูมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงงาน ตามคำกล่าวของ วาตานาเบ (1999) “เราต้องอนุญาตให้การมีส่วนร่วมเชิงลึกในกระบวนการเรียนรู้ผ่านนักเรียนละครูอย่างเข้มแข็ง การมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้เกิดการสร้างสรรค์อย่างไม่มีข้อจำกัด”
จะทำให้การการเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางปฏิบัติได้จริงอย่างไร
อย่างที่กล่าวมาแล้วขั้นต้น ครูเป็นศูนย์กลางเป็นแกนสำคัญของระบบการศึกษาของเรามาช้านาน ดังนั้น ความตั้งใจในการทำให้การเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางเกิดขึ้นได้จริงนั้น สิ่งแรกคือการต้องทำคือการแก้ไขทัศนคติการเรียนการสอน ทัศนคติเดิมๆ ที่เน้นให้ความรู้เป็นวัตถุที่สามารถส่งต่อกันได้ การสอนคือการนำเสนอความรู้ และการเรียนคือการซึบซับความรู้ ทั้งหมดนี้ต้องได้รับการปฏิรูป เราต้องนำทัศนคติและแนวคิดใหม่เข้าไป ทัศนคติที่ว่าความรู้เป็นสิ่งสามารถจัดโครงสร้างได้ การสอนคือการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ และการเรียนรู้คือกระบวนการของการเรียนรู้ว่าจะเรียนอย่างไร  ตามรูปแบบการเรียนรู้ใหม่นี้ นักเรียนและครูต้องปรับบทบาทและหน้าที่ใหม่ เพื่อให้เข้ากับกระบวนการเรียนรู้ โครงร่างคร่าวๆ ของการปรับบทบาทดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
บทบาทของครู
บทบทของครูในห้องเรียนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้นั้นมีคุณค่าและต้องมีความพิถีพิถันมากกว่ารูปแบบเดิมที่ให้ครูเป็นศูนย์กลาง
ครูมีความจำเป็นต้องปฏิบัติดังนี้
  • เปลี่ยนจากผู้มีอำนาจและนำเสนอความรู้ทั้งหมด มาเป็นผู้ให้คำแนะนำ ชี้แนะ ผู้สร้างบรรยกาศที่นักเรียนจะสามารถมีแรงจูงใจ สนใจและตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของตัวเองในการเรียนรู้
  • สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่จะสร้างแรงจูงใจและท้าทายผู้เรียน กระตุ้นการคิดอย่างวิเคราะห์และสร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างมีโครงสร้าง ยกตัวอย่างเช่น ครูสามารถเสริมสร้างทักษะการคิดของผู้เรียนผ่านการทำกิจกรรม เช่น การหาเหตุผล การตัดสินใจ การสะท้อนความคิด การพูดโน้มน้าวและการแก้ปัญหา กิจกรรมเหล่านี้กระตุ้นนักเรียนให้มีส่วนร่วมทั้งทางกายภาพและความเข้าใจในเนื้อหากิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรมที่กล่าวมาในช่วงท้ายๆ สามารถสร้างบรรยากาศที่เปิดโอกาสให้นักเรียนทบทวนปัญหาที่ซับซ้อน ให้ทรัพยากรจากหลากหลายแหล่ง พัฒนายุทธวิธีของตนเองในการเข้าใจปัญหา และสามารถนำเสนอและต่อรองเพื่อให้ได้ทางออกของปัญหาด้วยอาศัยความร่วมมือกันได้
  • ส่งเสริมการเรียนรู้แบบเกื้อกูลกัน การส่งเสริมและเกื้อกูลกันระหว่างนักเรียนเป็นองค์ประกอบสำคัญในรูปแบบการเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ทำงานเป็นทีม ตามงานวิจัยของ โคโฮเนน การเรียนรู้อย่างเกื้อกูลกันจะสามารถสร้างการพึ่งพากันในเชิงบวกและความรับผิดชอบส่วนตัวแก่ผู้เรียนได้ เมื่อสมาชิกในทีมได้มีส่วนร่วมออกความเห็น ลงแรง และรับผิดชอบร่วมกันในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมในการเรียนรู้ การประสานงานกันยังสามารถสร้างเสริมให้ผู้เรียนเติบโต พัฒนาทักษะการเข้าสังคมและการเรียนรู้ และช่วยให้ผู้เรียนจิตนาการถึงโครงสร้างความรู้ของตนเอง โดยผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
  • ยอมรับความแตกต่างของแต่ละคน แต่ละคนมีรูปแบบการเรียนรู้ต่างกัน ครูควรจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ให้ทางเลือกแก่ผู้เรียนในการเลือกและลงรายละเอีอดกิจกรรมของตัวเอง เป็นรายบุคคลไป
  • สนับสนุนความคิดที่ว่าแหล่งความรู้ไม่ได้ปิดกั้นอยู่เพียงในเขตกำแพงของห้องเรียนเท่านั้น ความรู้อาจอยู่ข้างนอก ยกตัวอย่างแหล่งความรู้นอกห้องเรียน อาจรวมถึง พ่อแม่ ผู้ใหญ่ในชุมชน บรรณารักษ์ พิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน โบราณวัตถุ หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ท
  • นำ “การประเมินผลตามจริง” มาใช้ (“Authentic Assessment,” 2001) หรือการประเมินผลที่ทบทวนความสามารถในการร่วมมือกันของนักเรียน มีเกณฑ์อ้างอิงได้ และขึ้นอยู่กับการปฏิบัติได้จริง มากกว่าการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐาน
  • นำเอาประสบการณ์ที่แตกต่างของผู้เรียน จากหลากหลายสาขาและพื้นฐานมามีส่วรร่วมในการเรียนรู้ และสำคัญยื่งไปกว่านั้นคือการทำการเรียนการสอนเป็นทีม เพื่อให้ได้ผู้การเรียนแบบบูรณาการ ยกตัวอย่างเช่น ครูที่มีความชำนาญเฉพาะทางที่แตกต่างกัน เช่น การท่องเที่ยว ชีววิทยา สามารถทำงานร่วมกัน สามารถสร้างสาระวิชาใหม่ขึ้นเพื่อปูพื้นฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
  • สร้างความเชื่องโยงระหว่างความรู้และประสบการณ์เดิมที่นักเรียนมีอยู่กับการเรียนรู้ใหม่ ทั้งนี้ต้องตระหนักว่าประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลของนักเรียนแต่ละคนนั้นเรียนรู้ได้ง่ายแต่มักถูกหลงลืมง่ายเช่นกัน
บทบาทของนักเรียน
ในทิศทางใกล้เคียงกัน นักเรียนมีบทบาทสำคัญมากในกระบวนการเรียนรู้ นักเรียนไม่สามารถมองเห็นว่าตนเองเป็นแก้วที่ว่างเปล่ารอการเติมเต็ม ในทางกลับกัน นักเรียนต้องปฏิบัติดังนี้
  • เปลี่ยนจากความเชื่อเดิมที่ว่า “ความรู้ถูกส่งผ่านโดยครู” มาเป็นความเข้าใจใหม่คือ “ความรู้ที่สร้างได้” และตระหนักว่านักเรียนมีส่วนรับผิดชอบในการสร้างองค์ความรู้ของตัวเอง
  • เปลี่ยนจากการเป็นผู้รับสาระทางเดียว มาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ที่กระตือรือร้น และใส่ใจในกิจกรรมและในแง่มุมต่างๆ ในการเรียนรู้ (ทั้งทางกายภาพและความเข้าใจ) ว่าทั้งหมดนั้นถือเป็นหน้าที่ของครูโดยทั่วไปของครูในกิจกรรมการสอนแบบเดิม
  • ตั้งเป้าหมายที่มีความหมายเมื่อจบกิจกรรมการเรียนรู้นี้ สร้างความรับผิดชอบให้ตัวเองมากขึ้นในการบรรลุเป้าหมายนั้น เคยประเมินพัฒนาการ เพื่อจะได้ปรับยุทธศาสตร์การเรียนรู้ที่ตนใช้เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้เทคโนโยลีเป็นองค์ประกอบสำคัญใรการเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางหรือไม่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีมีความสำคัญเพิ่งขึ้นอย่างยิ่ง มีผลกับไม่เพียงแต่กับวิถีการใช้ชีวิตของเรา การดำเนินธุรกิจ การสื่อสารกับคนอื่น แต่ยังมีผลกับวิธีการเรียนการสอนของเรา จากเอกสารของ ทซัง โคส์มา กล่าวว่าโลกธุรกิจเรียกร้องให้โรงเรียนเตรียมนักเรียนนักศึกษาให้มีทักษะพร้อมทำงานเป็นทีม สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถปฏิบัติงานและประมวลข้อมูล และสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ สามารถใช้เทคโนโลโยลีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการผลิตและการปฏิบัติอย่างเต็มกำลัง ยกตัวอย่างเช่น ความท้าทายและเป้าหมายการศึกษาของโรงเรียนควรมุ่งเน้นการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่นำเทคโนโลยีมาร่วมใช้ พร้อมทั้งปลูกฝังทักษะที่จำเป็นต่างๆ เพื่อช่วยนักเรียน
หากนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างถูกต้อง เทคโนโลยีที่กล่าวนี้เช่น สื่อการฟัง สื่อภาพเคลื่อนไหว คอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ท จะช่วยเสริมบรรยากาศการเรียนโดยใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ให้เป็นเช่นสื่อหรือเครื่องมือในการสร้างเสริมการเรียนของนักเรียน คุณประโยชน์ของเทคโนโลยีในการศึกษาได้ถูกกล่าวไว้คร่าวๆ โดยNCREL (2003)
  • เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนบริบทกิจกรรมการเรียนจากครูเป็นศูนย์กลางสู่นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ให้นักเรียนควบคุมบริบทการเรียนของตัวเองมากขึ้น สร้างสรรค์บรรยากาศการเรียนอย่างเกื้อกูลกัน และมีการอำนวยความสะดวกให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลและสื่อสารกับสังคมได้หลายวิธี โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถโต้ตอบได้สามารถเป็นตัวนำที่ดีในรูปแบบการเรียนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนี้
  • เทคโนโลยีสามารถสร้างกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนได้ลองปฏิบัติจริง และเข้าใจอย่างแท้จริง โปรแกรมที่กระตุ้นให้นักเรียนฝึกทักษะการแก้ปัญหาทั้งทางกายภาพและจิตใจ กิจกรรมดังกล่าวสามารถสร้างความชำนาญในบริบทที่เสริมขึ้น ทำให้ทักษะพื้นฐานต่างๆ แข็งเกร่ง ช่วยให้นักเรียนพัฒนาไปในระดับที่สูงขึ้น เพิ่มจุดเชื่องต่อของโครงสร้างความรู้กับชีวิตนักเรียน สามารถแจ้งการประเมินผลแก่ผู้เรียน และที่ดีที่สุดคือสามารถสร้างแรงจูงใจนักเรียนได้ ยกตัวอย่างเช่น การใช้แบบเรียนอีเลคโทรนิค ที่เราเห็นกันบ่อยในรูปแบบของซีดี สามารถทำให้กิจกรรมการอ่านที่น่าเบื่อจากเอกสารสิ่งพิมพ์ให้เป็นกิจกรรมที่ตื่นเต้นและมีการโต้ตอบได้
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีอย่างอินเตอร์เนท เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับผู้เรียนอย่างยิ่ง อินเตอร์เนทสามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนด้วยการฝึกปฏิบัติ ฟังการประเมินเพื่อปรับปรุงความเข้าใจ สร้างองค์ความรู้ใหม่ และสะท้อนความคิด(“Preparing Tomorrow’s Teachers,” 2003).
อะไรจะเป็นอุปสรรคบ้างในการเรียนการสอนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
อุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นในการนำรูปแบบการเรียนการสอนใหม่นี้ไปใช้ ได้แก่
  • ครูบางท่านปฏิเสธการปลี่ยนแปลง ด้วยความเชื่อเดิมๆ และการปฏิบัติที่คุ้นเคย การปฏิเสธนี้อาจเกิดขึ้นจากภาพลักษณ์ของ “ผู้รู้โดยชอบธรรม” หรือ “ผู้ประสิทธิ์ประศาสตร์ความรู้” ฝังอยู่ในหัว ครูเหล่านี้เห็นภาพด้วยเองว่าได้รับการมอบหมายให้สอน ชี้นำ อำนวยการและควบคุมนักเรียน ดังนั้นจึงกลัวที่จะทำสิ่งอื่นที่แตกต่างออกไป เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ทำลายสถานะและอาชีพของตน
  • ครูจำนวนไม่น้อยไม่ยินดีที่จะปฏิบัติตามแนวทางใหม่ ด้วยเห็นว่าวิธีที่ตนเองใช้สอนอยู่นั้นดีอยู่แล้วดังนั้นจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน เหตุที่ครูเหล่านี้ยึดมั่นว่าวิธีที่ทำงานอยู่ปัจจุบันดีอยู่แล้ว ครูเหล่านี้จึงไม่เปิดตัวเองสู่ความคิดและความเป็นไปได้ใหม่ๆ
  • ครูบางท่านเร่งรีบที่จะใช้รูปแบบการสอนใหม่นี้ โดยยังไม่เข้าใจถึงหลักการที่แท้จริงหรือยังไม่มีโอกาสได้คิดถ้วนถี่ หรือยังไม่ได้วางแผนการสอนไว้ระมัดระวัง ครูเหล่านี้มีความประสงค์ที่แรงกล้าที่จะเปลี่ยน หากแต่ไม่ได้พิจาณณาถึงประเด็นทางวัฒนธรรมหรือพิจารณาถึงสภาพชั้นเรียนของตน
  • ครูบางท่านยังขาดความเข้าใจและทักษะในการประสานเทคโนโลยีเข้ากับการสอน น่าเสียดายที่ครูจำนวนมากมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ค่อนข้างน้อยและไม่ใส่ใจเรียนรู้เพิ่มเติม ในขณะที่บางท่านมีความต้องการหาความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเพิ่งเติมแต่ขาดอุปกรณ์และการสนับสนุน ครูเหล่านี้เห็นคุณค่าและประโชยน์ของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีแต่รู้สึกอึดอัดเพราะท่านเหล่านี้ไม่ได้ถูกอบรมหรือฝึกฝนให้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในชั้นเรียน
  • อาจเกิดกรณีที่ครูพยายามตอบสนองความต้องการของนักเรียนอย่างจริงจัง แต่โครงสร้างขององค์กรหรือนโยบายการสถานศึกษาอาจไม่เอื้ออำนวย ซึ่งเป็นการขัดขวางความพยายามที่จะให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น
  • นักเรียนบางกลุ่มต่อต้านการเรียนการสอนแบบใหม่ เพราะนักเรียนต้องการหลักฐานที่ชัดเจนว่าตนเองได้ถูกสอนบางอย่าง นักเรียนเหล่านี้เห็นเช่นดียวกับครูบางท่านที่ว่า ความรู้ถูกส่งผ่านกันมา และจะรอการป้อนความรู้จากครูเท่านั้น
มีตัววัดอะไรบ้างที่จะบ่งชี้ว่ารูปแบบการเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางประสบความสำเร็จ
วัตถุเป้าหมายสูงสุดของการเรียนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางคือการทำให้นักเรียนรู้จัดทิศทางของตนเอง และเป็นผู้เรียนรู้แบบบูรณาการ (เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต) หมายถึงครูสามารถช่วยเหลือ ชี้แนวให้นักเรียนเปลี่ยนจากการเรียนแบบพึ่งพาผู้อื่นมาเป็นผู้ที่สามารถหาความรู้เองได้ ความสำเร็จในการนำแนวทางการเรียนรู้นี้ไปปฏิบัติสามารถดูได้จากขั้นตอนการพัฒนาของนักเรียน ตามลำดับดังต่อไปนี้(“Steps Toward,” 1996)
ขั้นที่ 1: ผู้เรียนที่ต้องพึ่งพา (ไม่สามารถหาความรู้ได้ด้วยตนเอง)
ในขั้นแรกนี้ ผู้เรียนจะพึ่งพาครู ครูผู้นำพาความรู้ ให้โครงสร้างและทิศทางว่าต้องทำอะไร อย่างไร และเมื่อไร สำหรับนักเรียน การเรียนคือครูเป็นศูนย์กลาง นักเรียนจะไม่ได้รับโอกาสในการเลือกหรือฝึกควบคุมปฏิบัติในกระบวนการการเรียน
ขั้นที่ 2:  ผู้เรียนที่มีความสนใจใส่ใจ
ในขั้นนี้ ผู้เรียนจะแสดงผลตอบสนองในเชิงบวก ต่อแรงกระตุ้นหรือทิศทางที่ครูกำหนด อย่างไรก็ตามแทนทีการให้ทิศทางแบบกำหนดตายตัว ครูสามารถเชื่องต่อความสนใจของนักเรียนกับบริบทการเรียนได้อย่างประสบความสำเร็จ มีการตอบรับอย่างดี และสร้างบรรยากาศที่ดีในห้องเรียนหรือในชุมชนการเรียนรู้ ทั้งหมดนี้เป็นการตอกย้ำว่านักเรียนสนใจและมีความกระตือรือร้น
ขั้นที่ 3: ผู้เรียนที่มีส่วนร่วม
ในขั้นที่ 3 นี้ นักเรียนได้พัฒนาไปมากแล้ว นักเรียนจะเห็นว่าตนเองเป็นผู้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของตนเองมากขึ้นและมากขึ้น เห็นคูรค่าของประสบการณ์ชีวติที่ตนเองประสบมา และพร้อมกันนั้นจะเห็นคุณค่าของการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น ผู้เรียนจะตอบสนองอย่างดีต่อการสอนแบบเกื้อกูลกัน
ขั้นที่ 4: ผู้เรียนที่สามารถกำหนดทิศทางตัวเองได้
ในขั้นนี้ ผู้เรียนสามารถกำหนดเป้าหมายของตัวเอง วางแผน และตั้งมาตรฐานได้ ผู้เรียนจะรับรู้ถึงความสามารถในการเรียนรู้อย่างอิสระ และรับผิดชอบต่อการเรียนของตน ครูไม่ต้องคอยบรรยาย แต่เป็นผู้ให้คำปรึกษา ตรวจสอบพัฒนาการ ให้คำแนะนำในกระบวนการเรียนรู้
การเรียนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางนี้เป็นรูปแบบที่นักเรียนเป็นจุดสนใจของกระบวนการเรียน อย่างไรก็ตามในการเรียนรู้รูปแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าครูจะต้องหลบฉาก ปล่อยให้นักเรียนดำเนินการเรียนรู้ตามลำพัง แต่หมายถึงเมื่อครูวางแผนการสอน ครูต้องพิจารณาถึงทัศนคติและความต้องการของนักเรียน และทำให้ทิศทางของกระบวนการการเรียนเป็นประโยชน์แก่นักเรียน และยังหมายถึงครูต้องจัดการการสอนในวิธีที่ทำให้นักเรียนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน เห็นคุณค่าต่อกระบวนการการเรียน และสามารถควบคุมการเรียนรู้ของตัวเองได้ การทำให้การเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางเกิดขึ้นและใช้ได้จริงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของศตวรรษที่ 21 ขั้นตอนการประสานรูปแบบนี้เข้ากับระบบการศึกษาของเราต้องอาศัยการทำงานหนักและความพยายามอย่างยิ่ง จากครูและนักเรียนเช่นกัน
กุญแจสำคัญในการทำให้รูปแบบกาเรียนรู้นี้เกิดขึ้นจริงได้ ในส่วนของครู การศึกษาและใส่ใจกับหลักการของรูปแบบ และเห็นคุณค่าของรูปแบบนี้อย่างแท้จริงนั้นสำคัญยิ่ง จากการเข้าใจที่ถูกต้อง ครูจะสามารถเปลี่ยนความเชื่อและวิธีปฏิบัติเดิมๆ ครูจะสามารถตั้งเป้าหมายและมาตรฐานใหม่ ยังจะสามารถวางแผนการสอน โดยคำนึงถึงอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียน ในการเปลี่ยนแปลงนี้ครูยังสามารถพัฒนาตนเองและพัฒนาวิชาชีพตนเองด้วย เช่นเดียวกันในส่วนของผู้เรียน นักเรียนจะได้รับคำชี้แนะจากครู ต้องปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบและกระบวนการเรียนรู้ใหม่นี้ นักเรียนต้องตระหนักว่าหากยังต้องการยืนอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอยู่บนโลกแห่งตลาดการแข่งขันที่มีความต้องการแรงงงานที่ได้รับการศึกษาที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การตัดสินใจได้ นักเรียนต้องเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่ทำมาทั้งชีวิตที่เป็นผู้รับมาตลอด ให้เป็นผู้กระตือรือร้นในการเรียน นักเรียนต้องติดอาวุธทักษะนี้ให้ตนเอง มีบทบาทควบคุมการเรียนรู้ เป็นผู้เรียนรู้ที่เป็นอิสระ (สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง) และท้ายที่สุด ความหวังที่จะเห็นครูและนักเรียนสอนและเรียนร่วมกันในห้องเรียนจะนำไปสู่บรรยากาศการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผลและมีค่ายิ่ง
เอกสารอ้างอิง
Authentic assessment. (2001). Retrieved April 19, 2003, from
Bansberg, B. (2003). Applying the learner-centered principles to the
special case of literacy. Theory into Practice, 42 (2), 142-147.
Bush, T., & Saye, J. (2000). Implementation and evaluation of a
student-centered learning unit: A case study. Educational
Technology, Research and Development, 48 (3), 79-91.
Fink, L. D. (2002). Active learning. Retrieved April 5, 2003, from
Glassglow, N. (1997). New curriculum for new times: A guide to
student-centered, problem-based learning. Thousand Oaks, CA:
Corwin.
Kohonen, V. (1992). Experiential language learning: Second language
learning as cooperative learner education. In D. Nunan (Ed.),
Collaborative language learning and teaching (pp. 17-32).
Cambridge: Cambridge University Press.
Mehan, H. (1979). Learning lessons. Cambridge, MA: Harvard
University Press.
North Central Regional Educational Laboratory (NCREL). (2003).
Focus on student-centered learning/Support professional
development. Retrieved March 27, 2003, from
Preparing tomorrow’s teachers to use technology. (2003). Retrieved

 

การเรียนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง : ทำความเข้าใจตำนานอย่างลึกซื้ง
อาจารย์ชุติมา ธรรมรักษา
ครูเป็นศูนย์กลาง หรือ ครูเป็นหลักโดยตรงเป็นศูนย์กลางของการศึกษาประเทศไทยมาช้านาน แนวปฏิบัติดังกล่าวได้วางรากฐานการเรียนแบบตามบทเรียน หรือ การเรียนแบบจดจำ มากกว่าเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียน ข้อบกพร่องของระบบดังกล่าวเห็นได้จากความไม่กระตือรือร้นของผู้เรียนที่ขาดทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และไม่มีความคิดสร้างสรรค์  จากการตระหนักถึงข้อบกพร่องนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ริเริ่มการปฏิรูประบบการศึกษาครั้งสำคัญขึ้น จากรูปแบบที่ครูเป็นศูนย์กลางแบบดั้งเดิมสู่แนวทางการให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ด้วยมุ่งหวังจะผลิดผู้เรียนที่มีศักยภาพ มีสมรรถณะ มีความเป็นตัวของตัวเอง และสามารถเรียนรู้อย่างยั่งยืนได้ และจะสามารถยืนอยู่บนโลกแห่งการแข่งขันนี้ได้
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เป็นผลมาจากการนำนโยบาย นักเรียนเป็นศูนย์กลางมาปฏิบัติใช้ ได้ทำให้คุณครูจำนวนไม่น้อยสับสบและงุนงงกับบทบาทและแนวทางการสอนของตนเอง บทความที่จะนำเสนอต่อไปนี้ต้องการที่จะสร้างความกระจ่าง ชี้แจงข้อสงสัยดังกล่าวโดยการให้นิยามและคำจำกัดความของแนวคิดต่างๆ และยังจะนำเสนอตัวอย่างจากแง่มุมต่างๆ ที่ตรงประเด็นกับแต่ละแนวคิดด้วย
บทนำ
ประเด็นเรื่อง นักเรียนเป็นศูนย์กลาง หรือผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ได้กลายเป็นที่สนใจของนักการศึกษา โรงเรียน วิทยาลัยครู ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในความเป็นจริงแล้วแนวคิด “นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้” ไม่ได้รับการกล่าวถึงไม่มาก กระทั้งในพระราชบัญญัติการศึกษา ปี 2542 นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้กลายเป็นประเด็นหลักในการปฏิรูปการศึกษา แนวคิดใหม่นี้ ได้ถูกคาดหวังว่า จะเป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ประชากรไทย ให้อยู่รอดได้ในสังคมที่มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น ในระบบเศรษฐกิจที่ความรู้เป็นตัวขับเคลื่อน และในโลกของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
แม้จะได้รับความสนใจอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตามมาคือความสับสนและความไม่มั่นใจในกระบวนทัศน์การเรียนการสอนภายในแนวคิดและแนวทางใหม่นี้ คุณครูบางท่านมองแนวคิดใหม่นี้ว่าเป็นการคุกคามระบบ ครูเป็นศูนย์กลาง หรือ ครูเป็นผู้นำ ที่มีมายาวนาน ในขณะเดียวกันบางท่านเกรงว่าแนวคิดใหม่นี้จะลดบทบาทที่สำคัญของครูในชั้นเรียน และเช่นกัน นักเรียนเอง บางคนก็ไม่สบอารมณ์กับแนวคิดใหม่นี้ อย่างที่เราได้เห็นตามรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ล่าสุดนี้ ที่ว่า “แนวคิด นักเรียนเป็นศูนย์การการเรียนรู้ เปรียบได้กับ “ควาย” เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้”  ตามจริงแล้ว คำว่า “ควาย” สำหรับคนไทยเราหมายถึง วัวตัวใหญ่ที่ใช้ในการลากไถช่วยเหลือชาวนา หากเมื่อใช้กับคนหรือกับแนวคิดนั้น มีความหมายเป็นนัยยะ เปรียบเทียบคนหรือแนวคิดนั้นว่า โง่เขลา
การกล่าวว่าระบบ นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ก็คือ ระบบ “ควาย” เป็นศูนย์กลางนั้น เป็นการบอกให้ทราบว่าระบบนี้เป็นระบบที่ไม่เป็นประโยชน์ เป็นเรื่องน่าผิดหวัง และมันจะไม่ช่วยนักเรียนให้ฉลาดขึ้น แต่กลับจะระงับการพัฒนาของเด็กๆ คำวิพากย์วิจารณ์นี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่ารูปแบบการเรียนการสอนนี้ล้มเหลว ไม่ใช่ด้วยตัวรูปแบบเอง แต่เป็นผลมาจากการตีความที่ผิดๆ การนำไปปฏิบัติที่ผิดๆ และการต่อต้านรูปแบบการเรียนการสอนใหม่
แม้จะมีการอธิบายเชิงลายลักษณ์อักษรเรื่องนักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ แต่อาจกล่าวได้ว่าครูส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าจะเป็นวิธีในการเสริมสร้างคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ที่แย่ไปกว่านั้น ครูไม่มั่นใจถึงขั้นตอนการปฏิบัติ หรืออะไรที่ควรปฏิบัติเพื่อให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นและปฏิบัติได้จริง คำถามมากมายเรื่องความเป็นไปและการบังคับใช้ของการสอนแนวใหม่นี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างกว้างขวางในสังคมของคุณครู ดังนั้น เอกสารฉบับนี้จึงพยายามให้ความกระจ่าง วิเคราะห์หลักการและแง่มุมต่างๆ ของแนวคิด นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ผ่านคำถามที่มักถูกเอ่ยถึงหรือถามถึงมากที่สุด ได้แก่
อะไรคือการเรียนรู้ แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
คำตอบคือเพียงแค่เอานักเรียนมาเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ หรือรูปแบบที่นักเรียนถูกวางไว้เป็นแกนหลักในกระบวนการการเรียนรู้ เริ่มกันตั้งแต่ ความต้องการของนักเรียน ความเห็นของนักเรียน ภูมิหลังของนักเรียน และจุดประสงค์ของนักเรียน สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับความสนใจและมีส่วนร่วมในบริบทการเรียนรู้ ภายใต้รูปแบบนี้ ครูจะเป็นผู้ชี้แนะโดยดูว่าอะไรเหมาะสมกับนักเรียนที่สุด เมื่อช่วยเหลือให้นักเรียนเรียนและตัดสินใจ
หลักการของ นักเรียนเป็นศูนย์การการเรียนรู้มีที่มาจากหลากหลายรูปแบบ เริ่มต้นพัฒนาการมาจากทฤษฏีการเรียนรู้สามารถสร้างได้ ที่เชื่อว่าเราสามารถจัดโครงสร้างให้กับความรู้ได้อย่างมีเอกภาพและมีเอกลักษณ์ได้ในหลากหลายทาง (Vygotsky, 1978, cited in Bush & Saye, 2000) และยังพัฒนาการมาจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ กล่าวคือการสอนคือการส่งผ่าน สืบต่อของความรู้ที่มีอยู่แล้ว (Kohonen, 1992) และการเรียนรู้ และมาจากรูปแบบการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น ที่เสนอให้กิจกรรมการเรียนรู้ทุกกิจกรรมต้องมีการปฏิบัติเพื่อให้ได้ประสบการณ์ตรง หรือต้องมีการโต้ตอบ อย่างเป็นการโต้ตอบกับตัวเองหรือผู้อื่น (Fink, 2002).SLLT 2003 page 61
อะไรคือหน้าตาและลักษณะของการเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
จากพื้นฐานของรูปแบบต่างๆ ที่การเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางพัฒนามาจาก ได้ก่อให้เกิดลักษณะดังต่อไปนี้
–       มุ่งเน้นไปที่ให้มีการเรียนรู้อย่างมีการโต้ตอบ ใช้แนวคิดต่างๆ ร่วมกันเพื่อเชื่องต่อการเรียนรู้ใหม่กับการเรียนรู้เดิม กระตุ้นความสนใจและสิ่งที่เชื่องโยงกัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนหรือนักเรียนมีทางเลือกและควบคุม ปรับเปลี่ยน เพื่อความต้องการในการพัฒนาที่แตกต่างกันของแต่ละคน พร้อมกันนั้นยังให้การดูแลและสร้างบรรยากาศการที่ส่งเสริมการเรียนรู้
–       จัดโครงสร้างความรู้โดยผ่านการเรียนรู้ที่แท้จริง คือการเรียนในบรรยากาศจริงหรือในบริบทที่ความรู้เกิดขึ้นหรือถูกสร้างขึ้น หรือจะกล่าวได้อีกอย่างว่า เชื่อมต่อประสบการณ์การเรียนรู้ในโรงเรียนกับสถานการณ์ของโรลกความจริงนั้นเอง
–       นักเรียนมีส่วนร่วมในขั้นตอนการเรียนรู้ มากกว่าการเป็นผู้รับความรู้ นักเรียนจะได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมและเพิ่มความรู้สึกรับผิดชอบเพื่อให้ทราบถึงทิศทางการเรียนรู้ของตัวเองและความต้องการในการเรียนรู้ของตนเอง รู้แหล่งของการเรียนรู้ และจัดโครงสร้างความรู้ตามความต้องการของตัวเอง
–       จัดกิจกรรมในชั้นเรียนและโครงงานที่แตกต่าง เพื่อให้ผู้เรียนหรือนักเรียนได้มีทางเลือกหลากหลายในการคัดสรรตามความต้องการของนักเรียนแต่ละคน เป็นผลมาจากการตระหนักว่านักเรียนแต่ละคนมีศักยภาพต่างกัน มีความชื่นชอบในรูปแบบการเรียนรู้และมียุทธวิธีในการเรียนรู้ที่ต่างกัน
–       บรรยากาศในการเรียนรู้ กล่าวคือการเรียนรู้ควรเกิดขึ้นได้ทุกที่ และทุกเวลา ทั้งในรูปแบบต่างและในความหมายต่างๆ ที่สามารถสร้างสรรค์ได้ บรรยากาศการเรียนรู้เช่นนี้จะช่งยสร้างเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบในการศึกษาของตน ดังนั้นนักเรียนได้ถูกเตรียมตัวในบรรยากาศที่แท้จริงด้วยกิจกรรมนอกห้องเรียนที่จะเพิ่มการเรียนรู้ของนักเรียนในมิติต่างๆ
–       นักเรียนถูกกระตุ้นจากภายใน (มีแรงจูงใจของตัวเอง) มากกว่าถูกกระตุ้นจากภายนอก (แรงจูงใจจากภายนอก) หรือกล่าวง่ายๆ ว่านักเรียนมีแรงจูงใจจากภายในไม่ใช่จากภายนอก ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนพิมพ์รายงานส่งเพราะนักเรียนต้องการสร้างความภูมิใจให้งานของตัวเองไม่ใช่ต้องการให้คนอื่นชื่นชมวิธีการนำเสนอนี้
ทำไมต้องเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบการเรียนรู้ใหม่นี้
การเรียนรู้แบบดั้งเดิมมีปัญหาอะไรหรือ
เพื่อเป็นการตอบคำถามสองข้อนี้ เราต้องมองย้อนกลับไปถึงการวิเคราะห์ธรรมชาติของการเรียนรู้แบบดั้งเดิมที่ครูเป็นศูนย์กลางก่อน และดูถึงผลที่ได้รับจากการเรียนรู้แบบดั้งเดิมต่อผู้เรียน เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมแนวทางการเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางจึงควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นทางเลือกใหม่
แนวคิด ครูเป็นศูนย์กลาง ได้รับอิทธิพลมาจากแนวความคิดที่ว่าองค์ความรู้นั้นคือบางอย่างที่สามารถส่งต่อจากครูสู่นักเรียนได้ เสมือนการเรียนรู้แบบสองมิติ โดยโครงสร้างว่าครูสู่นักเรียน  ในห้องเรียนครูเสมือนเป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่พัฒนาความรู้และทักษะ ประเมินและแก้ไขการปฏิบัติของผู้เรียนตามกฏเกณฑ์ที่ครูท่านนั้นได้ตั้งขึ้นไว้ นักเรียนคือผู้รับความรู้และคาดหวังว่าครูจะควบคุมจัดการเบ็ดเสร็จในกระบวนการเรียนรู้นั้น ดังนั้น กระบวนการเรียนรู้ที่ปฏิบัติในห้องเรียนแบบไม่มีการโต้ตอบที่ใช้กันทั่วไปนี้มีการประยุกต์มาจาก IRE คือ ครูริเริ่ม นักเรียนตอบสนอง และครูประเมินผล (Mehan,1979)
ในรูปแบบ IRE ครูผู้สอนจะอยู่ด้านหน้าของชั้นเรียนเสมอ ให้ความรู้ ถามนักเรียนเพื่อให้นักเรียนแสดงว่าเข้าใจความรู้ที่เพิ่งสอนไป จากนั้นประเมินผลการปฏิบัติหรือคำตอบของนักเรียน การสอนแบบครูเป็นศูนย์กลางนี้ยังรากลึกในสังคมไทย สังคมที่ระบบ “ผู้ใหญ่ ผู้น้อย” เป็นคุณค่าสำคัญของสังคม เนื่องจากคนไทยให้ความสำคัญกับการที่ผู้น้อยควรเคารพผู้ใหญ่ ตามลำดับ และเกี่ยวข้องกับเรื่องอำนาจสิทธิ์ขาด (Williams, 1980)  ดังนั้นครู ผู้ที่มีสถานะสูงกว่านักเรียน ผู้ที่ถือได้ว่าเป็นพ่อแม่คนที่สอง หน้าที่ของครูมิใช่เพียงสั่งสอนความรู้ สั่งสอนคุณธรรม และกล่อมเกลานักเรียนให้เป็นพลเมืองที่ดีของชาติด้วย ด้วยภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปมองครูว่าเป็น “ผู้รู้โดยชอบธรรม” ผู้ประสิทธิ์ประสาสตร์ความรู้เช่นนี้แล้ว ไม่ต้องกล่าวเลยว่าในกระบวนการเรียนรู้ ครูจึงผู้วางไว้เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ผู้เรียนหรือนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
ด้วยปัจจัยทั้งสองที่กล่าวมาแล้วคือระบบ ผู้ใหญ่ ผู้น้อยของสังคม และรูปแบบการส่งทอดทางการศึกษานี้ เราก็จะเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นว่าทำไมครูไทยจึงจำเป็นต้องคงภาพลักษณ์ความเป็น “ผู้รู้โดยชอบธรรม” ด้วยการยึดรูปแบบการเรียนการสอน แบบครูยืนหน้าห้อง และการสอนแบบ IRE ไว้
อย่างไรก็ตาม โชคร้ายมากที่ระบบการสอนที่ครูไทยนิยมปฏิบัตินี้มีข้อเสียอย่างมาก รูปแบบนี้ได้ส่งให้ผู้เรียนเป็นผู้รับความรู้โดยไม่โต้ตอบ เป็นผู้ฟัง จำ และซึบซับข้อมูลที่ส่งมาโดยผู้รู้ นักเรียนไม่ใช่ผู้ริเริ่ม หรือผู้มีข้อสงสัยต่อสิ่งที่เรียนรู้
นักเรียนไม่ได้ถูกฝึกให้ใช้ความคิดอย่างวิเคราะห์ วิจารณ์หรือสะท้อนเปรียบเทียบ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ระบบการศึกษานี้ไม่ได้เตรียมนักเรียนให้เป็นผู้เรียนรู้อย่างอิสระ ที่ตระหนักว่าความรู้มีโครงสร้งและสามารถเรียนได้หลายรูปแบบ นักเรียนไม่ตระหนักเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ ไม่ตระหนักว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งยังไม่เข้าใจว่าไม่มีคนอื่นที่มีส่วนรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเองนอกจากตัวผู้เรียนเอง
เพื่อให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารและเศรษฐกิจที่ต้องการทักษะการคิดวิเคราะห์ เราต้องเสริมสร้างนักเรียนของเรา เราต้องสร้างให้นักเรียนของเราคิดอย่างวิเคราะห์และคิดอย่างอิสระ และรู้รับผิดชอบ และมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ของเขา นักเรียนต้องสามารถกำหนดทิศทางของตัวเองและเป็นผู้มีส่วนร่วมที่กระตือรือร้นในบริบทการเรียนรู้เชิงวิชาการนี้ ด้วยความสำคัญเหล่านี้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องพัฒนาการให้ความรู้จากแบบสองมิติ ครูสู่นักเรียน ไปเป็นโครงสร้างแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เชิงสามมิติ ที่ที่นักเรียนและครูมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงงาน ตามคำกล่าวของ วาตานาเบ (1999) “เราต้องอนุญาตให้การมีส่วนร่วมเชิงลึกในกระบวนการเรียนรู้ผ่านนักเรียนละครูอย่างเข้มแข็ง การมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้เกิดการสร้างสรรค์อย่างไม่มีข้อจำกัด”
จะทำให้การการเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางปฏิบัติได้จริงอย่างไร
อย่างที่กล่าวมาแล้วขั้นต้น ครูเป็นศูนย์กลางเป็นแกนสำคัญของระบบการศึกษาของเรามาช้านาน ดังนั้น ความตั้งใจในการทำให้การเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางเกิดขึ้นได้จริงนั้น สิ่งแรกคือการต้องทำคือการแก้ไขทัศนคติการเรียนการสอน ทัศนคติเดิมๆ ที่เน้นให้ความรู้เป็นวัตถุที่สามารถส่งต่อกันได้ การสอนคือการนำเสนอความรู้ และการเรียนคือการซึบซับความรู้ ทั้งหมดนี้ต้องได้รับการปฏิรูป เราต้องนำทัศนคติและแนวคิดใหม่เข้าไป ทัศนคติที่ว่าความรู้เป็นสิ่งสามารถจัดโครงสร้างได้ การสอนคือการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ และการเรียนรู้คือกระบวนการของการเรียนรู้ว่าจะเรียนอย่างไร  ตามรูปแบบการเรียนรู้ใหม่นี้ นักเรียนและครูต้องปรับบทบาทและหน้าที่ใหม่ เพื่อให้เข้ากับกระบวนการเรียนรู้ โครงร่างคร่าวๆ ของการปรับบทบาทดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
บทบาทของครู
บทบทของครูในห้องเรียนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้นั้นมีคุณค่าและต้องมีความพิถีพิถันมากกว่ารูปแบบเดิมที่ให้ครูเป็นศูนย์กลาง
ครูมีความจำเป็นต้องปฏิบัติดังนี้
  • เปลี่ยนจากผู้มีอำนาจและนำเสนอความรู้ทั้งหมด มาเป็นผู้ให้คำแนะนำ ชี้แนะ ผู้สร้างบรรยกาศที่นักเรียนจะสามารถมีแรงจูงใจ สนใจและตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของตัวเองในการเรียนรู้
  • สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่จะสร้างแรงจูงใจและท้าทายผู้เรียน กระตุ้นการคิดอย่างวิเคราะห์และสร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างมีโครงสร้าง ยกตัวอย่างเช่น ครูสามารถเสริมสร้างทักษะการคิดของผู้เรียนผ่านการทำกิจกรรม เช่น การหาเหตุผล การตัดสินใจ การสะท้อนความคิด การพูดโน้มน้าวและการแก้ปัญหา กิจกรรมเหล่านี้กระตุ้นนักเรียนให้มีส่วนร่วมทั้งทางกายภาพและความเข้าใจในเนื้อหากิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรมที่กล่าวมาในช่วงท้ายๆ สามารถสร้างบรรยากาศที่เปิดโอกาสให้นักเรียนทบทวนปัญหาที่ซับซ้อน ให้ทรัพยากรจากหลากหลายแหล่ง พัฒนายุทธวิธีของตนเองในการเข้าใจปัญหา และสามารถนำเสนอและต่อรองเพื่อให้ได้ทางออกของปัญหาด้วยอาศัยความร่วมมือกันได้
  • ส่งเสริมการเรียนรู้แบบเกื้อกูลกัน การส่งเสริมและเกื้อกูลกันระหว่างนักเรียนเป็นองค์ประกอบสำคัญในรูปแบบการเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ทำงานเป็นทีม ตามงานวิจัยของ โคโฮเนน การเรียนรู้อย่างเกื้อกูลกันจะสามารถสร้างการพึ่งพากันในเชิงบวกและความรับผิดชอบส่วนตัวแก่ผู้เรียนได้ เมื่อสมาชิกในทีมได้มีส่วนร่วมออกความเห็น ลงแรง และรับผิดชอบร่วมกันในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมในการเรียนรู้ การประสานงานกันยังสามารถสร้างเสริมให้ผู้เรียนเติบโต พัฒนาทักษะการเข้าสังคมและการเรียนรู้ และช่วยให้ผู้เรียนจิตนาการถึงโครงสร้างความรู้ของตนเอง โดยผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
  • ยอมรับความแตกต่างของแต่ละคน แต่ละคนมีรูปแบบการเรียนรู้ต่างกัน ครูควรจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ให้ทางเลือกแก่ผู้เรียนในการเลือกและลงรายละเอีอดกิจกรรมของตัวเอง เป็นรายบุคคลไป
  • สนับสนุนความคิดที่ว่าแหล่งความรู้ไม่ได้ปิดกั้นอยู่เพียงในเขตกำแพงของห้องเรียนเท่านั้น ความรู้อาจอยู่ข้างนอก ยกตัวอย่างแหล่งความรู้นอกห้องเรียน อาจรวมถึง พ่อแม่ ผู้ใหญ่ในชุมชน บรรณารักษ์ พิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน โบราณวัตถุ หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ท
  • นำ “การประเมินผลตามจริง” มาใช้ (“Authentic Assessment,” 2001) หรือการประเมินผลที่ทบทวนความสามารถในการร่วมมือกันของนักเรียน มีเกณฑ์อ้างอิงได้ และขึ้นอยู่กับการปฏิบัติได้จริง มากกว่าการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐาน
  • นำเอาประสบการณ์ที่แตกต่างของผู้เรียน จากหลากหลายสาขาและพื้นฐานมามีส่วรร่วมในการเรียนรู้ และสำคัญยื่งไปกว่านั้นคือการทำการเรียนการสอนเป็นทีม เพื่อให้ได้ผู้การเรียนแบบบูรณาการ ยกตัวอย่างเช่น ครูที่มีความชำนาญเฉพาะทางที่แตกต่างกัน เช่น การท่องเที่ยว ชีววิทยา สามารถทำงานร่วมกัน สามารถสร้างสาระวิชาใหม่ขึ้นเพื่อปูพื้นฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
  • สร้างความเชื่องโยงระหว่างความรู้และประสบการณ์เดิมที่นักเรียนมีอยู่กับการเรียนรู้ใหม่ ทั้งนี้ต้องตระหนักว่าประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลของนักเรียนแต่ละคนนั้นเรียนรู้ได้ง่ายแต่มักถูกหลงลืมง่ายเช่นกัน
บทบาทของนักเรียน
ในทิศทางใกล้เคียงกัน นักเรียนมีบทบาทสำคัญมากในกระบวนการเรียนรู้ นักเรียนไม่สามารถมองเห็นว่าตนเองเป็นแก้วที่ว่างเปล่ารอการเติมเต็ม ในทางกลับกัน นักเรียนต้องปฏิบัติดังนี้
  • เปลี่ยนจากความเชื่อเดิมที่ว่า “ความรู้ถูกส่งผ่านโดยครู” มาเป็นความเข้าใจใหม่คือ “ความรู้ที่สร้างได้” และตระหนักว่านักเรียนมีส่วนรับผิดชอบในการสร้างองค์ความรู้ของตัวเอง
  • เปลี่ยนจากการเป็นผู้รับสาระทางเดียว มาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ที่กระตือรือร้น และใส่ใจในกิจกรรมและในแง่มุมต่างๆ ในการเรียนรู้ (ทั้งทางกายภาพและความเข้าใจ) ว่าทั้งหมดนั้นถือเป็นหน้าที่ของครูโดยทั่วไปของครูในกิจกรรมการสอนแบบเดิม
  • ตั้งเป้าหมายที่มีความหมายเมื่อจบกิจกรรมการเรียนรู้นี้ สร้างความรับผิดชอบให้ตัวเองมากขึ้นในการบรรลุเป้าหมายนั้น เคยประเมินพัฒนาการ เพื่อจะได้ปรับยุทธศาสตร์การเรียนรู้ที่ตนใช้เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้เทคโนโยลีเป็นองค์ประกอบสำคัญใรการเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางหรือไม่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีมีความสำคัญเพิ่งขึ้นอย่างยิ่ง มีผลกับไม่เพียงแต่กับวิถีการใช้ชีวิตของเรา การดำเนินธุรกิจ การสื่อสารกับคนอื่น แต่ยังมีผลกับวิธีการเรียนการสอนของเรา จากเอกสารของ ทซัง โคส์มา กล่าวว่าโลกธุรกิจเรียกร้องให้โรงเรียนเตรียมนักเรียนนักศึกษาให้มีทักษะพร้อมทำงานเป็นทีม สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถปฏิบัติงานและประมวลข้อมูล และสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ สามารถใช้เทคโนโลโยลีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการผลิตและการปฏิบัติอย่างเต็มกำลัง ยกตัวอย่างเช่น ความท้าทายและเป้าหมายการศึกษาของโรงเรียนควรมุ่งเน้นการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่นำเทคโนโลยีมาร่วมใช้ พร้อมทั้งปลูกฝังทักษะที่จำเป็นต่างๆ เพื่อช่วยนักเรียน
หากนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างถูกต้อง เทคโนโลยีที่กล่าวนี้เช่น สื่อการฟัง สื่อภาพเคลื่อนไหว คอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ท จะช่วยเสริมบรรยากาศการเรียนโดยใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ให้เป็นเช่นสื่อหรือเครื่องมือในการสร้างเสริมการเรียนของนักเรียน คุณประโยชน์ของเทคโนโลยีในการศึกษาได้ถูกกล่าวไว้คร่าวๆ โดยNCREL (2003)
  • เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนบริบทกิจกรรมการเรียนจากครูเป็นศูนย์กลางสู่นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ให้นักเรียนควบคุมบริบทการเรียนของตัวเองมากขึ้น สร้างสรรค์บรรยากาศการเรียนอย่างเกื้อกูลกัน และมีการอำนวยความสะดวกให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลและสื่อสารกับสังคมได้หลายวิธี โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถโต้ตอบได้สามารถเป็นตัวนำที่ดีในรูปแบบการเรียนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนี้
  • เทคโนโลยีสามารถสร้างกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนได้ลองปฏิบัติจริง และเข้าใจอย่างแท้จริง โปรแกรมที่กระตุ้นให้นักเรียนฝึกทักษะการแก้ปัญหาทั้งทางกายภาพและจิตใจ กิจกรรมดังกล่าวสามารถสร้างความชำนาญในบริบทที่เสริมขึ้น ทำให้ทักษะพื้นฐานต่างๆ แข็งเกร่ง ช่วยให้นักเรียนพัฒนาไปในระดับที่สูงขึ้น เพิ่มจุดเชื่องต่อของโครงสร้างความรู้กับชีวิตนักเรียน สามารถแจ้งการประเมินผลแก่ผู้เรียน และที่ดีที่สุดคือสามารถสร้างแรงจูงใจนักเรียนได้ ยกตัวอย่างเช่น การใช้แบบเรียนอีเลคโทรนิค ที่เราเห็นกันบ่อยในรูปแบบของซีดี สามารถทำให้กิจกรรมการอ่านที่น่าเบื่อจากเอกสารสิ่งพิมพ์ให้เป็นกิจกรรมที่ตื่นเต้นและมีการโต้ตอบได้
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีอย่างอินเตอร์เนท เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับผู้เรียนอย่างยิ่ง อินเตอร์เนทสามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนด้วยการฝึกปฏิบัติ ฟังการประเมินเพื่อปรับปรุงความเข้าใจ สร้างองค์ความรู้ใหม่ และสะท้อนความคิด(“Preparing Tomorrow’s Teachers,” 2003).
อะไรจะเป็นอุปสรรคบ้างในการเรียนการสอนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
อุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นในการนำรูปแบบการเรียนการสอนใหม่นี้ไปใช้ ได้แก่
  • ครูบางท่านปฏิเสธการปลี่ยนแปลง ด้วยความเชื่อเดิมๆ และการปฏิบัติที่คุ้นเคย การปฏิเสธนี้อาจเกิดขึ้นจากภาพลักษณ์ของ “ผู้รู้โดยชอบธรรม” หรือ “ผู้ประสิทธิ์ประศาสตร์ความรู้” ฝังอยู่ในหัว ครูเหล่านี้เห็นภาพด้วยเองว่าได้รับการมอบหมายให้สอน ชี้นำ อำนวยการและควบคุมนักเรียน ดังนั้นจึงกลัวที่จะทำสิ่งอื่นที่แตกต่างออกไป เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ทำลายสถานะและอาชีพของตน
  • ครูจำนวนไม่น้อยไม่ยินดีที่จะปฏิบัติตามแนวทางใหม่ ด้วยเห็นว่าวิธีที่ตนเองใช้สอนอยู่นั้นดีอยู่แล้วดังนั้นจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน เหตุที่ครูเหล่านี้ยึดมั่นว่าวิธีที่ทำงานอยู่ปัจจุบันดีอยู่แล้ว ครูเหล่านี้จึงไม่เปิดตัวเองสู่ความคิดและความเป็นไปได้ใหม่ๆ
  • ครูบางท่านเร่งรีบที่จะใช้รูปแบบการสอนใหม่นี้ โดยยังไม่เข้าใจถึงหลักการที่แท้จริงหรือยังไม่มีโอกาสได้คิดถ้วนถี่ หรือยังไม่ได้วางแผนการสอนไว้ระมัดระวัง ครูเหล่านี้มีความประสงค์ที่แรงกล้าที่จะเปลี่ยน หากแต่ไม่ได้พิจาณณาถึงประเด็นทางวัฒนธรรมหรือพิจารณาถึงสภาพชั้นเรียนของตน
  • ครูบางท่านยังขาดความเข้าใจและทักษะในการประสานเทคโนโลยีเข้ากับการสอน น่าเสียดายที่ครูจำนวนมากมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ค่อนข้างน้อยและไม่ใส่ใจเรียนรู้เพิ่มเติม ในขณะที่บางท่านมีความต้องการหาความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเพิ่งเติมแต่ขาดอุปกรณ์และการสนับสนุน ครูเหล่านี้เห็นคุณค่าและประโชยน์ของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีแต่รู้สึกอึดอัดเพราะท่านเหล่านี้ไม่ได้ถูกอบรมหรือฝึกฝนให้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในชั้นเรียน
  • อาจเกิดกรณีที่ครูพยายามตอบสนองความต้องการของนักเรียนอย่างจริงจัง แต่โครงสร้างขององค์กรหรือนโยบายการสถานศึกษาอาจไม่เอื้ออำนวย ซึ่งเป็นการขัดขวางความพยายามที่จะให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น
  • นักเรียนบางกลุ่มต่อต้านการเรียนการสอนแบบใหม่ เพราะนักเรียนต้องการหลักฐานที่ชัดเจนว่าตนเองได้ถูกสอนบางอย่าง นักเรียนเหล่านี้เห็นเช่นดียวกับครูบางท่านที่ว่า ความรู้ถูกส่งผ่านกันมา และจะรอการป้อนความรู้จากครูเท่านั้น
มีตัววัดอะไรบ้างที่จะบ่งชี้ว่ารูปแบบการเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางประสบความสำเร็จ
วัตถุเป้าหมายสูงสุดของการเรียนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางคือการทำให้นักเรียนรู้จัดทิศทางของตนเอง และเป็นผู้เรียนรู้แบบบูรณาการ (เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต) หมายถึงครูสามารถช่วยเหลือ ชี้แนวให้นักเรียนเปลี่ยนจากการเรียนแบบพึ่งพาผู้อื่นมาเป็นผู้ที่สามารถหาความรู้เองได้ ความสำเร็จในการนำแนวทางการเรียนรู้นี้ไปปฏิบัติสามารถดูได้จากขั้นตอนการพัฒนาของนักเรียน ตามลำดับดังต่อไปนี้(“Steps Toward,” 1996)
ขั้นที่ 1: ผู้เรียนที่ต้องพึ่งพา (ไม่สามารถหาความรู้ได้ด้วยตนเอง)
ในขั้นแรกนี้ ผู้เรียนจะพึ่งพาครู ครูผู้นำพาความรู้ ให้โครงสร้างและทิศทางว่าต้องทำอะไร อย่างไร และเมื่อไร สำหรับนักเรียน การเรียนคือครูเป็นศูนย์กลาง นักเรียนจะไม่ได้รับโอกาสในการเลือกหรือฝึกควบคุมปฏิบัติในกระบวนการการเรียน
ขั้นที่ 2:  ผู้เรียนที่มีความสนใจใส่ใจ
ในขั้นนี้ ผู้เรียนจะแสดงผลตอบสนองในเชิงบวก ต่อแรงกระตุ้นหรือทิศทางที่ครูกำหนด อย่างไรก็ตามแทนทีการให้ทิศทางแบบกำหนดตายตัว ครูสามารถเชื่องต่อความสนใจของนักเรียนกับบริบทการเรียนได้อย่างประสบความสำเร็จ มีการตอบรับอย่างดี และสร้างบรรยากาศที่ดีในห้องเรียนหรือในชุมชนการเรียนรู้ ทั้งหมดนี้เป็นการตอกย้ำว่านักเรียนสนใจและมีความกระตือรือร้น
ขั้นที่ 3: ผู้เรียนที่มีส่วนร่วม
ในขั้นที่ 3 นี้ นักเรียนได้พัฒนาไปมากแล้ว นักเรียนจะเห็นว่าตนเองเป็นผู้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของตนเองมากขึ้นและมากขึ้น เห็นคูรค่าของประสบการณ์ชีวติที่ตนเองประสบมา และพร้อมกันนั้นจะเห็นคุณค่าของการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น ผู้เรียนจะตอบสนองอย่างดีต่อการสอนแบบเกื้อกูลกัน
ขั้นที่ 4: ผู้เรียนที่สามารถกำหนดทิศทางตัวเองได้
ในขั้นนี้ ผู้เรียนสามารถกำหนดเป้าหมายของตัวเอง วางแผน และตั้งมาตรฐานได้ ผู้เรียนจะรับรู้ถึงความสามารถในการเรียนรู้อย่างอิสระ และรับผิดชอบต่อการเรียนของตน ครูไม่ต้องคอยบรรยาย แต่เป็นผู้ให้คำปรึกษา ตรวจสอบพัฒนาการ ให้คำแนะนำในกระบวนการเรียนรู้
การเรียนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางนี้เป็นรูปแบบที่นักเรียนเป็นจุดสนใจของกระบวนการเรียน อย่างไรก็ตามในการเรียนรู้รูปแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าครูจะต้องหลบฉาก ปล่อยให้นักเรียนดำเนินการเรียนรู้ตามลำพัง แต่หมายถึงเมื่อครูวางแผนการสอน ครูต้องพิจารณาถึงทัศนคติและความต้องการของนักเรียน และทำให้ทิศทางของกระบวนการการเรียนเป็นประโยชน์แก่นักเรียน และยังหมายถึงครูต้องจัดการการสอนในวิธีที่ทำให้นักเรียนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน เห็นคุณค่าต่อกระบวนการการเรียน และสามารถควบคุมการเรียนรู้ของตัวเองได้ การทำให้การเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางเกิดขึ้นและใช้ได้จริงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของศตวรรษที่ 21 ขั้นตอนการประสานรูปแบบนี้เข้ากับระบบการศึกษาของเราต้องอาศัยการทำงานหนักและความพยายามอย่างยิ่ง จากครูและนักเรียนเช่นกัน
กุญแจสำคัญในการทำให้รูปแบบกาเรียนรู้นี้เกิดขึ้นจริงได้ ในส่วนของครู การศึกษาและใส่ใจกับหลักการของรูปแบบ และเห็นคุณค่าของรูปแบบนี้อย่างแท้จริงนั้นสำคัญยิ่ง จากการเข้าใจที่ถูกต้อง ครูจะสามารถเปลี่ยนความเชื่อและวิธีปฏิบัติเดิมๆ ครูจะสามารถตั้งเป้าหมายและมาตรฐานใหม่ ยังจะสามารถวางแผนการสอน โดยคำนึงถึงอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียน ในการเปลี่ยนแปลงนี้ครูยังสามารถพัฒนาตนเองและพัฒนาวิชาชีพตนเองด้วย เช่นเดียวกันในส่วนของผู้เรียน นักเรียนจะได้รับคำชี้แนะจากครู ต้องปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบและกระบวนการเรียนรู้ใหม่นี้ นักเรียนต้องตระหนักว่าหากยังต้องการยืนอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอยู่บนโลกแห่งตลาดการแข่งขันที่มีความต้องการแรงงงานที่ได้รับการศึกษาที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การตัดสินใจได้ นักเรียนต้องเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่ทำมาทั้งชีวิตที่เป็นผู้รับมาตลอด ให้เป็นผู้กระตือรือร้นในการเรียน นักเรียนต้องติดอาวุธทักษะนี้ให้ตนเอง มีบทบาทควบคุมการเรียนรู้ เป็นผู้เรียนรู้ที่เป็นอิสระ (สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง) และท้ายที่สุด ความหวังที่จะเห็นครูและนักเรียนสอนและเรียนร่วมกันในห้องเรียนจะนำไปสู่บรรยากาศการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผลและมีค่ายิ่ง
เอกสารอ้างอิง
Authentic assessment. (2001). Retrieved April 19, 2003, from
Bansberg, B. (2003). Applying the learner-centered principles to the
special case of literacy. Theory into Practice, 42 (2), 142-147.
Bush, T., & Saye, J. (2000). Implementation and evaluation of a
student-centered learning unit: A case study. Educational
Technology, Research and Development, 48 (3), 79-91.
Fink, L. D. (2002). Active learning. Retrieved April 5, 2003, from
Glassglow, N. (1997). New curriculum for new times: A guide to
student-centered, problem-based learning. Thousand Oaks, CA:
Corwin.
Kohonen, V. (1992). Experiential language learning: Second language
learning as cooperative learner education. In D. Nunan (Ed.),
Collaborative language learning and teaching (pp. 17-32).
Cambridge: Cambridge University Press.
Mehan, H. (1979). Learning lessons. Cambridge, MA: Harvard
University Press.
North Central Regional Educational Laboratory (NCREL). (2003).
Focus on student-centered learning/Support professional
development. Retrieved March 27, 2003, from
Preparing tomorrow’s teachers to use technology. (2003). Retrieved
March 3, 2003 from http://www.pt3.org/technology/
tech_learning.html
Steps toward becoming a self-directed learner. (1996). The Teaching
Professor, 10 (4). Retrieved March 3, 2003  from
Tsang-Kosma, W. (2003). Student-centered learning + technology =
rethinking teachers’ education. Retrieved March 27, 2003, from
Watanabe, Y. (1999). Second language literacy through studentcentered learning. The Internet TESL Journal, 5 (2). Retrieved
Williams, D. L. (1980). Thai ways and my ways (Report No. SO
015980). Dekalb, IL: Northern Illinois University, Center for
Southeast Asian Studies. (ERIC Document Reproduction Service
No. ED 231183)
เกี่ยวกับผู้เขียน
Asst. Prof. Chutima Thamraksa obtained her Ph.D. in English Rhetoric and Linguistics from Indiana University of Pennsylvania, U.S.A. in 1997, M.A. in English for Non-Native Speakers and a Certificate in Teaching English as a Second Language (TESL) from
Central Missouri State University, U.S.A. in 1988, and B.Ed. in English from Chulalongkorn University in 1985.
She is currently the Chairperson of the English Department, School of Humanities,
Bangkok University.
Her publications include three textbooks: Exploring through Writing: An Advanced Rhetoric; Report Writing;SLLT 2003 page 71 Critical Reading, and articles on Virtual schooling: a technological and educational revolution, and The use of ICT on language teaching

 

 

Categories
ไทย

การเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนรู้เป็นศูนย์กลาง มีความหมายอย่างไรสำหรับครูและนักเรียน

คำว่า การเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนรู้เป็นศูนย์กลาง (Student-centered learning) เป็นคำที่ใช้บ่อยในเอกสารเกี่ยวกับการเรียนการสอน มีคำอื่นๆ ที่นำมาใช้ประกอบคำนี้ เช่น การเรียนรู้แบบยื่ดหยุ่น การเรียนรู้แบบประสบการณ์ และการเรียนรู้ที่ผู้เรียนกำหนดขึ้นเอง ดังนั้นคำว่า student-centered learning อาจมีความหมายต่างๆ นานาสำหรับแต่ละคน นอกจากนั้น ในเชิงปฏิบัติ การเรียนวิธีนี้ก็ถูกอธิบายโดยศัพท์หลายคำ ซึ่งทำให้เกิดความสับสนในการนำไปใช้
ความคิดเกี่ยวกับ student-centered learning มีมานานแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905 ซึ่ง Carl Rogers บิดาแห่ง client-centered counseling ก็นับว่าเป็นผู้ที่นำวิธีนี้เข้าสู่วงการศึกษาโดยทั่วไป คำว่า student-centered learning ก็เกี่ยวข้องกับงานของ Piaget และ Malcolm Knowles ด้วย ในหนังสือ Freedom to Learn for the ’80s. Roger ได้พูดถึงการโอนอำนาจในห้องเรียนจากครูผู้รู้ไปสู่นักเรียนผู้เรียน ซึ่งเกิดจากความต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมดั้งเดิมที่ทำให้นักเรียนเฉื่อย ไม่สนใจ และเบื่อหน่าย คอนเซพท์ของ child-centered education ในโรงเรียนได้เกิดจากงานของ Froebel เสียส่วนมาก และความคิดที่ว่าครู ‘ไม่ควรไปแซกแซงกระบวนการเติบโตของเด็ก เป็นเพียงแต่ผู้ชี้นำเท่านั้น’ Simonได้เน้นว่าความคิดนี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการพัฒนาของเด็กที่จะเรียนรู้เมื่อพร้อมที่จะเรียนเท่านั้น
การเปลี่ยนจากการเน้นการสอนไปสู่การเน้นการเรียนได้อำนวยให้อำนาจย้ายจากครูไปอยู่ที่นักเรียน การสอนแบบครูเป็นศูนย์/การถ่ายทอดข้อมูล เช่นการปาฐกถา ได้เริ่มถูกวิจารณ์ซึ่งเป็นการปูทางให้เกิดการเรียนรู้แบบ student-centered learning เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าได้มีการใช้คำว่า student-centered learning บ่อยๆ แต่ความจริงคือ สถานการศึกษาและครูหลายคนอ้างว่าใช้ student-centered learning แต่ที่จริงแล้วไม่ได้ใช้อย่างถูกต้อง
บทนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะ
ให้ภาพรวมว่า student-centered learning ถูกนิยามอย่างไร
ให้คำแนะนำว่า student-centered learning นำไปใช้ให้เป็นหลักการสอนและการประเมินได้อย่างไร
สำรวจประสิทธิภาพของ student-centered learning และ
เสนอข้อดีข้อเสียของมัน
Student-centered learning คืออะไร?
Kember ได้อธิบายถึงการสอนอย่างกว้างๆ 2 วิธี: คือการสอนแบบ ครู/เนื้อหาเป็นศูนย์กลาง และ ผู้เรียนรู้/การเรียนรู้เป็นศูนย์กลาง เขาได้สนับสนุนความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้เรียนรู้เป็นศูนย์กลางว่า: ความรู้ถูกสร้างโดยนักเรียนและครูเป็นเพียงผู้อำนวยการการเรียนรู้ ไม่ใช้เป็นผู้เสนอข้อมูล Roger ได้กำหนดว่าก่อนจะมีการเรียนรู้แบบ student-centered ได้ ต้องมีผู้นำหรือผู้ใดที่ครูทั้งหลายยอมรับเป็นผู้มีอำนาจในเหตุการณ์นี้ มีความมั่นใจในตัวเองพอสมควร และในความสัมพันธ์ที่เขามีกับผู้อื่น จนเขาไว้ใจความสามารถของผู้อื่นที่จะคิดเองและเรียนรู้เองได้
Burnard ได้เน้นการเลือกเรียน ซึ่งเขาตีความหมายของ Roger เกี่ยวกับ student-centeredness ว่า ‘นักเรียนไม่ใช่แต่เลือกว่าจะเรียนอะไร แต่สามารถเลือกวิธีเรียนและเหตุผลที่เรียนหัวข้อนั้นๆ’ เขาเน้นความเชื่อของ Roger ว่า ความเข้าใจโลกเป็นเรื่องสำคัญ ตรงประเด็นและเหมาะสม คำนิยามนี้จึงเน้นความคิดที่ให้นักเรียนมี ‘ทางเลือก’ ในการเรียนรู้
Harden และ Crosby อธิบายวิธีเรียนรู้แบบ teacher-centered เป็นการเน้นครูถ่ายทอดข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญไปสู่ลูกศิษย์ ตรงกันข้ามเขาอธิบายการเรียนรู้แบบ student-centeredเป็นการเน้นการเรียนรู้ของนักเรียนและนักเรียนจะทำอย่างไรจึงจะบรรลุสิ่งนี้ให้ได้ แทนที่จะเน้นว่าครูทำอะไร ดังนั้นคำนิยามนี้จึงเน้นการกระทำของนักเรียน
ผู้เขียนอื่นมีคำนิยามที่กว้างกว่านี้ Lea ได้สรุปบทความต่างๆ เกี่ยวกับ student-centered learning ว่าควรมีสิ่งเหล่านี้
การเรียนรู้แบบ active ไม่ใช่ passive
การเน้นการเรียนรู้แบบลึกและการเข้าใจ
นักเรียนมีความรับผิดชอบสูง
นักเรียยมีความรู้สึกเป็นอิสระสูงขึ้น
นักเรียนและครูมีความพึงพาอาศัยกัน
มีความรู้สึกเคารพซึ่งกันและกันระหว่างครูและนักเรียน
ทั้งครูและนักเรียนมีการเรียนการสอนอย่างไตร่ตรอง
Gibbs อธิบายหลักสูตร student-centered ว่าเป็นหลักสูตรที่เน้น activity มากกว่า passivity ของนักเรียน ประสบการณ์ของนักเรียนที่ได้รับก่อนเข้าสถาบันและก่อนที่เขาเรียนหลักสูตร กระบวนการและประสิทธิภาพมากกว่าเนื้อหา นักเรียนทำการตัดสินที่สำคัญเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยมีการเจรจากับครูเสียก่อน นอกจากนี้ Gibbs ลงไปรายละเอียดที่สำคัญดังนี้ จะเรียนอะไร เรียนวิธีใดและเมื่อไหร่ มีผลสำฤทธิ์อย่างไร ใช้กฎเกณฑ์และมาตรฐานอะไร และจะมีการตัดสิน/ประเมินอย่างไรและใครจะเป็นผู้ตัดสิน Brandes และGinnis ในหนังสือ A Guide to Student-Centered Learning หลักสำคัญของ student-centered learning ว่ามีดังนี้
นักเรียนรับผิดชอบเต็มสำหรับการเรียนรู้ของตนเอง
การเกี่ยวข้องและร่วมมือจำเป็นสำหรับการเรียนรู้
ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนเสมอภาคมากขึ้น ซึ่งส่งเสริมความเจริญเติบโตและการพัฒนา
ครูจะกลายเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้และเป็นทรัพยากรบุคคลทางการเรียนรู้
นักเรียนจะรู้สึกว่าการเรียนรู้จะไหลไปด้วยกัน (affective and cognitive domains flow together)
นักเรียนจะมองตัวเองแตกต่างออกจากเดิมเพราะการเรียนรู้แบบ student-centered
ประสิทธิภาพของการเรียนรู้แบบ student-centered ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงในบทความต่างๆ แต่ในทัศนะคติของพวก constructivist มันดูเหมือนเกี่ยวกับความสำคัญที่ให้ต่อการกระทำ การค้นพบ และการเรียนรู้อย่างอิสระ ทฤษฎีการเรียนรู้ (cognitive theory) ก็เน้นการกระทำแต่ในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่เหมือนพวก constructivist พวก cognitive สนับสนุนความคิดที่ว่าการกระทำในการเรียนรู้เกิดขึ้นในสมอง หรือใน ‘ความคิด’ และทัศนะคติของพวก constructivist ถือว่าการกระทำเกี่ยวข้องกับการกระทำทางกายภาพ เช่น การทำโครงการ หรือแบบฝึกหัดเชิงปฏิบัติ การเรียนรู้แบบ student-centered มีความสัมพันธ์กับทัศนะคติของพวก constructivist บ้าง ซึ่งเน้นการกระทำและความสำคัญของผู้อื่นในกระบวนการการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม คำนิยามต่างๆ ของ student-centered learning ไม่ค่อยเน้นความสำคัญของผู้เรียนรู้ร่วม
สรุปจากบทความต่างๆ คือ student-centered learning: คอนเซพท์ที่นักเรียนมีทางเลือกในการเรียนรู้ของตน บางคนเห็นว่านักเรียนกระทำมากกว่าผู้สอน (active versus passive learning) ในขณะที่คนอื่นให้คำนิยามกว้างๆ และรวมทั้งสองคอนเซพท์นี้เข้าด้วย และยังเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเรื่องอำนาจระหว่างนักเรียนกับครู
จะนำ student-centered learning มาใช้ได้อย่างไร
การเรียนรู้มักเสนอว่าเป็นการเลือกระหว่าง student-centered หรือ teacher-centered ในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นขาวดำถึงขนาดนั้น การเสนอการเรียนรู้แบบ student-centered ทั้งสองวิธีเป็นสองจุดที่เป็นภาวะต่อเนื่องโดยใช้ศัพท์พวกนี้อธิบาย
ตารางที่ 1 ช่วงระหว่าง Student-centered และ Teacher-centered
Teacher-centered Learning                             Student-centered Learning
ทางเลือกของนักเรียนมีน้อย                             ทางเลือกของนักเรียนมีมาก
นักเรียนถูกกระทำ (passive)                             นักเรียนเป็นผู้กระทำ (active)
อำนาจส่วนมากอยู่กับครู                                    อำนาจส่วนมากอยู่กับนักเรียน
คุณควรพิจารณาว่าในบริบทแห่งการเรียนการสอนของคุณ คุณสามารถไปได้แค่ไหนระหว่างสองจุดที่เป็นภาวะต่อเนื่อง ต่อไปนี้เป็นการเสนอความคิดเห็นที่จะช่วยให้คุณก้าวไปสู่ student-centered learning ให้มากขึ้น
ความสำคัญต่อการออกแบบหลักสูตร
ในการออกแบบหลักสูตร student centeredness รวมถึงความคิดที่ว่า นักเรียนมีทางเลือกว่าจะเรียนรู้อะไร และจะเรียนรู้อย่างไร แต่ในมหาวิทยาลัยทุกวันนี้เราจะปฏิบัติได้แค่ไหน? การจัดหลักสูตรเป็นมอดูลจะทำสำเร็จในมหาวิทยาลัยยุโรปภายในปี 2006 ซึ่งเป็นการให้โอกาศให้นักศึกษาเลือกมอดูลได้ แต่การให้เลือกหลักสูตรของตนเองก็เต็มไปด้วยความลำบาก ซึ่งอาจมีผลลบก็ได้
Problem-Based Learning (PBL) เป็นการออกแบบหลักสูตรวิธีหนึ่งตามแนวความคิด student-centered learning ซึ่งเปิดทางให้มีการเลือกว่านักเรียนจะเรียนอะไรบ้าง และยังให้โอกาสให้นักเรียนตั้งเป้า/ผลสำฤทธิเอง ขึ้นกับว่าภูมิเดิมมีแค่ไหน Problem-Based Learning โดยการใช้ปัญหา/ประเด็น/ลั่นไก เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาเป้าหมายการเรียนรู้เอง ซึ่งจะได้อุดช่องโหว่ความรู้หรือความเข้าใจ ซึ่งการมีการเลือกเป็นสิ่งที่ student-centered learning เรียกร้องอยู่แล้ว และประเด็นที่ว่าต้องรับผิดชอบสูงก็ตรงกับความคิดLea ในตารางที่ 1 Problem-Based Learning อยู่สูงพอสมควรในภาวะต่อเนื่องของ student-centered learning มากกว่าการให้ทำแบบฝึกหัดแก้ปัญหาต่างๆ ยังมีการออกแบบหลักสูตรอย่างอื่นที่สนับสนุนให้นักเรียนมีการเลือกในการเรียนและให้ทำกิจกรรมในการเรียนรู้ เช่น systems-based approach, resource-based learning และexperiential/personal relevance approach
การเขียนหลักสูตรที่เป็นการยอมรับมากขึ้นในวงการศึกษาสากลคือ การเขียนผลสำฤทธิ/วัตถุประสงค์โดยเน้นว่านักเรียนจะทำอะไรได้ มากกว่าที่จะให้สอนให้ครบหลักสูตร การกระทำนี้เป็นการบ่ายเบนไปทาง student-centered learning ในหลักสูตรและช่วยหันความเน้นหนักไปสู่นักเรียนมากกว่าไปที่ครู Donnelly และ Fitzmaurice ได้เน้นความสำคัญเรื่องนี้ และ Gibbs ก็แสดงความสำคัญโดยรวมอยู่ในคำนิยามด้วย นั่นคือ เน้นกระบวนการและประสิทธิภาพมากกว่าเนื้อหา ตารางที่ 2 เสนอผลสำฤทธิ์ student-centered learning บางประการ
ตารางที่ 2: ผลสำฤทธิ์ในการเรียนรู้และ Student-centered Learning
Student-centered Learning Outcomes                          Traditional Learning
จบมอดูลนี้คุณ (นักเรียน) สามารถทำ:                           หลักสูตรนี้จะครอบคลุม:
เข้าใจโครงสร้างหัวใจ                                                        วิชาว่าด้วยโครงสร้างหัวใจ
วิจารณ์กลอนของ Yeats                                                     ท่องกลอนของ Yeats
ผลที่มีต่อวิธีการสอน/การเรียน
มหาวิทยาลัยกลาสโก (2004) ได้กำหนดว่ามีสี่วิธีหลักๆ ในการปฏิบัติ student-centered learning ในมหาวิทยาลัยของตน วิธีที่ 1 คือทำให้นักศึกษา active มากขึ้นในการแสวงหาความรู้และทักษะซึ่งรวมถึงแบบฝึกหัดในห้องเรียน งานภาคสนาม การใช้ซอฟท์แวร์ CAL (computer assisted learning) ฯลฯ วิธีที่ 2 คือ การทำให้นักศึกษาตระหนักมากขึ้นว่ากำลังทำอะไรและทำไปทำไม วิธีที่ 3 คือการมีปฏิกิริยาโต้ตอบกัน เช่น การติวและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกลุ่มเล็กๆ วิธีสุดท้ายคือ การโฟกัสไปที่ทักษะที่ถ่ายทอดกันได้ วิธีสุดท้ายนี้ไม่ได้ถูกนิยามในคำว่า student-centered learning แต่มองเลยความต้องการของหลักสูตรไปที่ประโยชน์อื่นๆ ที่อาจได้เมื่อเขาเริ่มทำงานรับจ้างแล้ว ตารางที่ 3 แสดงตัวอย่าง student-centered learning/teaching methods และรวมถึงข้อคิดสำหรับอาจารย์ทั้งภายใน (more teacher-centered) และภายนอกวิธีการปาฐกถา
ตารางที่ 3 ตัวอย่าง student centered learning/teaching methods
ภายนอกวิธีใช้ปาฐกถา                                                       ภายในวิธีใช้ปาฐกถา
โครงการอิสระ                                                                     การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสั้นๆ สองต่อสอง
การแลกเปลี่ยนความคิดเห้นเป็นกลุ่ม                             การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสั้นๆ สองต่อสองค่อยๆ ขยายเป็นกลุ่มใหญ่ๆ
นักศึกษาให้คำปรึกษากันเอง                                            การผสมผสานนักศึกษาโดยการกำหนดตัวอักษรหรือตัวเลข
การโต้วาที                                                                             การให้นักศึกษาพูดทีละคน
การศึกษานอกสถานที่                                                        การทดสอบ
การเขี่ยนไดอารี่ สมุดบันทึก                                             นักศึกษาแสดงผลงานในห้องเรียน
Computer assisted learning                                             แสดงบทบาท
มีการเลือกวิชา/โครงการ                                                   แสดงโปสเตอร์
เขียนบทความหนังสือพิมพ์                                              นักศึกษาวาด mind maps ในห้องเรียน
การสร้างแฟ้มภาพผลงาน
ผลที่มีต่อการประเมินผล
Black ได้ชี้ให้เห็นความลำบากในการประเมินผล เช่น a) เน้นการให้คะแนนและเกรดมากเกินไป ในขณะที่การให้คำแนะนำและการเรียนรู้เน้นน้อยเกินไป b) มีการเปรียบเทียบนักเรียนระหว่างกันมากเกินไป ซึ่งเป็นการเน้นการแข่งขันแทนที่จะเน้นการปรับปรุงส่วนตัว เขาอธิบายว่าคอนเซพท์การประเมินตัวเองเป็นกิจกรรมจำเป็นที่จะช่วยให้นักเรียนรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ student centered-learning. Foucault ได้อธิบายไว้ว่าระบบการสอบไล่เป็นเทคนิคคุมอำนาจ ซึ่งนักเรียนจะถูกควบคุมโดยระบบ micro-penalties (ลงโทษที่ละเล็กน้อย) การให้คะแนนตลอดเวลาเป็นการตรวจตราอย่างหนึ่ง การสอบไล่โดยการทำข้อเขียนยังปฏิบัติกันอยู่อย่างแพร่หลายในมหาวิทยาลัยและเป็นการประเมินโดยสรุป นั่นคือ การประเมินเพื่อพิพากษาหรือเพื่อพิสูจน์ว่าผ่านงานหรือไม่ การประเมินแบบ formative ที่ให้ผลป้อนกลับแก่นักศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเขาจะช่วยให้เขาเรียนได้ดีขึ้น ถ้าคุณสามารถพัฒนาการประเมินแบบ formative ในหลักสูตรของคุณ จะช่วยโฟกัสให้นักศึกษารู้ว่าจุดอ่อนเขาอยู่ที่ไหน ตัวอย่างการประเมินแบบ formative คือ การให้ฟีดแบ็คเมื่อตรวจข้อเขียนบทความ คะแนนที่ให้ระหว่างปีที่ไม่ไปรวมกับคะแนนสิ้นปี และคำถามปรนัยเพื่อใช้เป็นฟีดแบ็คเท่านั้น การเพิ่มการประเมินแบบ formative จะส่งเสริมการเรียนรู้แบบ student-centered มากขึ้นเท่านั้น
ตารางที่ 4 เสนอตัวอย่างการประเมินแบบ student-centered โดย Gibbs ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.ucd.ie/teaching
ตารางที่ 4 ตัวอย่างการประเมินแบบ student-centered (Gibbs)
ไดอารี่ ล็อค และสมุดบันทึก
แฟ้มภาพผลงาน
การประเมินโดยเพื่อน/ตนเอง
ข้อตกลงการเรียนรู้และประเมินแบบเจรจา
งานโครงการ
งานกลุ่ม
โพรไฟล์
ทักษะและความสามารถ
การประเมินโดยเพื่อนร่วมห้องหรือตนเองเป็นการคืนการควบคุมให้แก่นักเรียน ซึ่งเป็นการเน้นการเพิ่มความอิสระให้แก่ผู้เรียน ข้อตกลงการเรียนรู้และประเมินแบบเจรจาเป็นเป้าหมายที่นักเรียนกำหนดขึ้นเอง ขึ้นอยู่กับว่ามีช่องโหว่ความรู้ตรงไหน ซึ่งก็ต้องทำการเจรจากับครู ข้อตกลงอาจคลุมถึงวิธีที่นักเรียนอยากถูกประเมินเพื่อพิสูจน์ว่าได้บรรลุเป้าหมายแล้ว ซึ่งก็เป็นการเพิ่มทางเลือกว่าจะเรียนเกี่ยวกับอะไร และเป็นทางเลือกว่าจะถูกประเมินอย่างไร ทางเลือกเป็นศัพท์สำคัญคำหนึ่งที่เกี่ยวกับ student-centered learningคอนเซพท์การเจรจาว่าจะเรียนอะไรก็ตรงประเด็นที่ว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงในความสำพันธ์ระหว่างครูและนักศึกษา
Gibbs ได้อธิบายว่าทางเลือกของนักเรียนในการถูกประเมินคือ จะใช้เกณฑ์และมาตรฐานใด จะมีการตัดสินอย่างไรและใครเป็นผู้ตัดสิน ในเชิงปฏิบัติ เราจะให้นักเรียนมีอิสระและส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องประเมินผลได้อย่างไร? Brown มีข้อเสนอที่จะให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการประเมินผลดังนี้:
ตารางที่ 5 กระบวนการประเมินผลและ student-centered learning
ให้นักเรียนมีส่วนร่วมเมื่อมอบหมายงานให้ทำ:
* การเลือกงานที่จะถูกประเมิน
* การมอบหมายงานที่จะประเมิน
* การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมิน
* การกำหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมิน
ให้นักเรียนมีส่วนร่วมเมื่องานที่มอบหมายเสร็จแล้ว
* ให้คำติชมงานตนเอง
* ให้คำติชมงานของเพื่อนร่วมห้อง
* เสนอเกรด/คะแนนให้ตนเอง
* เจรจาเกรด/คะแนนให้ตนเอง
* ให้เกรด/คะแนนตนเอง
* ให้เกรด/คะแนนเพื่อนร่วมห้อง
ข้อเสนอในตารางที่ 5 อาจดูเหมือนใหญ่หลวงเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจุบัน คุณอาจขยับขึ้นบนเส้นภาวะต่อเนื่องของ student-centered learning ได้ ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแต่มีความหมายคือ ให้มีการเลือกหัวข้อบทความที่ต้องส่งและคำถามสอบไล่ได้
ประสิทธิภาพและข้อติของ student-centered learning
การสอนแบบ student-centered learning สะท้อนถึงสังคมปัจจุบันที่มีการเลือกและประชาธิปตัยเป็นคอนเซพท์สำคัญ แต่มันเป็นวิธีสอนที่มีประสิทธิภาพหรือไม่? Lea ได้รวบรวมการวิชัยเรื่องนี้แล้วพบว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ มีการศึกษาระยะ 6 ปีในประเทศฟินแลนด์พบว่า เทียบกับวิธีดั้งเดิม วิธีใหม่นี้ทำให้นักเรียนพัฒนาวิธีเรียนรู้และเข้าใจได้ดีกว่า แต่เริ่มเรียนช้ากว่า Halls และ Saunders พบว่านักเรียนร่วมกิจกรรม ตั้งใจเรียน และได้คะแนนมากกว่าในหลักสูตร IT ปีแรก นอกจากนั้น 94% ของนักเรียนจะแนะนำวิธีนี้ให้แก่คนอื่นมากกว่าวิธีสอนแบบเดิม นักศึกษาในมหาวิทยาลัยอังกฤษกล่าวว่าการเรียนแบบ student-centered เป็นการให้เกียรตินักศึกษา มากกว่าแลน่าสนใจ ตื่นเต้นกว่า และทำให้มั่นใจมากขึ้น
แต่ Student-centered learning ก็มีคนวิจารณ์เหมือนกัน ซึ่งประเด็นที่ติมากที่สุดคือ การที่โฟกัสไปที่ผู้เรียนแต่ละคนมากไป นอกจากนี้ ยังมีความลำบากในการปฏิบัติอีกด้วย นั่นคือ ทรัพยากรที่ต้องใช้ ระบบความเชื่อถื่อของครูและนักเรียน และการที่นักศึกษาไม่คุ้นเคยกับศัพท์คำนี้
Simon อธิบายว่าในระบบโรงเรียน student-centered learning อาจไปโฟกัสเด็กแต่ละคนมากเกินไปและไม่สนองความต้องการของทั้งห้องเรียน Simon ชี้ให้เห็นว่า ถ้าเด็กทุกคนไม่เหมือนใครและแต่ละคนต้องการเรียนรู้แบบ เฉพาะตัว การสร้างวิธีสอนที่ใช้ได้โดยทัวไปก็จะทำไม่ได้ Edwards เน้นถึงอันตรายที่เกิดจาก student-centered learning สำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งการให้อำนาจแก่นักเรียนพวกนี้อาจทำให้เขาทำตัวห่างเหิญออกจากเพื่อนร่วมห้อง ในทัศนะคติของการเรียนรู้แบบ socio-cultural จะเน้นความสำคัญของบริบทสังคมของการเรียนรู้และคุณค่าของ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน คอนเซพท์ของการเป็นผู้เรียนรู้แบบอิสระที่สามารถเลือกเส้นทางการเรียนรู้เองได้นั้น อาจทำให้การsociability หายไปจากกระบวนการเรียนรู้ถ้าไม่เน้นความสำคัญของเพื่อนๆ
O’Sullivan ได้อธิบายว่า student-centered learning เป็นวิธีการเรียนรู้ของตะวันตก ซึ่งบางทีอาจไม่สามารถถ่ายทอดให้ประเทศด้อยพัฒนาได้ เช่น นามิเบีย ซึ่งมีทรัยากรจำกัดและวัฒนะธรรมการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน แล้วก็ยากที่จะเห็นว่า student-centered learning จะคุ้มทุนได้อย่างไรในห้องเรียนใหญ่ๆ ในมหาวิทยาลัยปัจจุบัน ได้มีการศึกษาเรื่องนี้ที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ในปี 2004 และได้พบว่า student-centered learning จะมีมากกว่าในปีท้ายๆ อาจเป็นเพราะว่าห้องเล็กลง
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเชื่อถือที่นักเรียนมีต่อการเรียนรู้ นักเรียนที่เคยประสบแต่ teacher-centered learning อาจปฏิเสธ student-centered learning ว่าเป็นวิธีที่น่ากลัว หรือไม่อนู่ในวิสัยทัศน์ของเขา Prosser และ Trigwell จะเน้นความแตกต่างในความเชื่อถือระหว่างนักเรียนกับอาจารย์ เขาพบว่าอาจารย์ที่เคยชินกับ teacher-centered learning มีความคิดว่านักเรียนควรยอมรับข้อมูลที่ถูกป้อนแทนที่จะพัฒนาและเปลี่ยนคอนเซพท์และความเข้าใจ และตรงกันข้ามสำหรับครูที่ชินกับ student-centered learning งานของ Perryเกี่ยวกับการพัฒนาของนักศึกษามหาวิทยาลัยเน้นให้เห็นว่าเขามักจะเปลี่ยนความคิดว่าความรู้มีแต่ผิดกับถูกไปสู่ความคิดว่าทุกคำตอบก็ถูกได้หมด งาน Perry นี้แสดงให้เห็นว่าแม้นักศึกษาระดับอุดมศึกษาก็สามารถเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการ เรียนรู้ได้ ดังนั้นความคิดที่มีต่อ student-centered learning ก็อาจเปลี่ยนได้เช่นเดียวกัน Stevenson และ Sanderได้รายงานว่านักศึกษาแพทย์ปี 1 ไม่ค่อยไว้ใจการเรียนรู้แบบ student-centered learning
สุดท้าย นักเรียนอาจไม่คุ้นเคยกับคำว่า student-centered learning. Lea พบว่า ในการสำรวจนักศึกษาจิตวิทยา 48 คนที่มหาวิทยาลัยพลิมมัธเกี่ยวกับ student-centered learning 60%ไม่เคยได้ยินคำนี้ทั้งๆ เป็นนโยบายของมหาวิทยาลัย
***