Categories
Pathway Schools

การศึกษาทางไกลระหว่างโรงเรียนมัธยมปลายในไทยและอเมริกา

การศึกษาทางไกลระหว่างโรงเรียนมัธยมปลายในไทยและอเมริกา

จาก The Lodi Enterprise e news (วิสคอนซิน, สหรัฐอเมริกา)

ตำนานของการเรียนรู้ระหว่างสองโรงเรียนในโครงการนำร่องของโลดี้

 

นักเรียนโรงเรียนLodiทักทายอาจารย์กัณฐิราหรือ “ครูตุ๊ก” ผ่านหน้าจอโปรแกรม สไกป์ ก่อนอาจารย์จะแนะนำเด็กๆถึงวิธีทำแกงเขียวหวานเนื้อ อันเป็นส่วนหนึ่งของชั้นเรียนการเรียนรู้ทางไกลระหว่างประเทศ

ภาพโดยเจนนิเฟอร์ เฟเทอร์รี่

 
นักเรียนของโรงเรียนสงวนหญิงในจังหวัดสุพรรณบุรีเตรียมตัวสำหรับคาบเรียนการเรียนรู้ทางไกลที่สอนโดยอาจารย์มาร์ค โคฮ์ลแห่งโรงเรียนโลดี้ผ่านโปรแกรมสไกป์

Contributed photo

โดยเจนนิเฟอร์ เฟเทอรี่

บรรณาธิการเรียบเรียง

เนื้อและน้ำแกงเขียวหวานเดือดปุดๆอยู่ในหม้อขณะนักเรียนกำลังเตรียมตัวสำหรับมื้อกลางวันในเช้าเย็นๆของเดือนธันวาคม

กลิ่นหอมเข้มข้นที่เด็กๆได้กลิ่น บ่งบอกชัดว่าโรงเรียนวันนี้จะไม่ใช่วันเดิมๆอย่างทุกวัน

นักเรียนบางคน ที่ไม่เคยลองอาหารไทยมาก่อนเลยในชีวิต กำลังก้าวข้ามสะพานของช่องว่างทางวัฒนธรรมที่กว้างเป็นหมื่นๆไมลล์ขณะที่ครูตุ๊กให้คำเตือนสำหรับพวกเขาในการสัมผัสประสบการณ์ครั้งแรก

“ลองชิมช้อนเล็กๆก่อน แล้วค่อยเริ่มจากตรงนั้น” เธอเตือนเด็กๆถึงรสชาติจัดจ้านของอาหารบ้านเกิดของเธอเองผ่านหน้าจอ

แต่โดยปราศจากความกลัว เหล่านักเรียนโดดลงมาเต็มตัว ไม่เพียงเฉพาะเรื่องอาหารแต่รวมถึงการเข้าร่วมการศึกษาทางไกลที่เพิ่งเริ่มในปีนี้ ร่วมกับโรงเรียนพี่น้องอย่างโรงเรียนสงวนหญิงในจังหวัดสุพรรณบุรี

ส่วนหนึ่งของโครงการนี้ อาจารย์มาร์ค โคลฮ์ จะสอนนักเรียนไทยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในขณะที่ครูตุ๊กจะสอนเด็กๆที่โลดี้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์วัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นักเรียนม.5 เบรียนนา สมิธ ลงเรียนในวิชานี้หลังการไปทัศนศึกษาที่ประเทศไทยกับโรงเรียนเมื่อปีที่แล้ว เธอปรารถนาที่จะเรียนรู้ให้มากขึ้น

“มันยอดมากๆที่เราได้รับการสอนจากครูที่อยู่ในประเทศนั้นจริงๆ คนที่สามารถอธิบายเรื่องต่างๆได้ชัดเจนกว่าเมื่อเทียบกับการเรียนจากหนังสือ ในชั้นเรียนทั่วไป เมื่อคุณมีข้อสงสัยคุณต้องไปหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ท แต่ครูตุ๊กรู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้ว มันสมจริงสมจังมากกว่าสำหรับเรา” สมิธว่าอย่างนั้นขณะที่กำลังหั่นผักสำหรับใส่ในแกงเนื้อ

นักเรียนคนอื่นๆในชั้นไม่เคยไปประเทศไทยมาก่อน แต่ความกระหายที่จะเรียนรู้ชักจูงพวกเขาให้ลงเรียน

นอกจากการสอนการทำอาหารไทย ครูตุ๊กยังสอนนักเรียนถึงความจริงอันมืดมนของประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นใน “ทุ่งสังหาร” ในกัมพูชา ที่ซึ่งทหารเขมรแดงฆ่าชาวบ้านนับล้าน เด็กนักเรียนยังได้เรียนรู้ว่าทำไมการปลูกปาล์มน้ำมัน ที่เราใส่มันในเนยถั่วและหมากฝรั่ง ถึงเป็นการทำลายพื้นที่ป่าดิบ รวมไปถึงชีวิตของลิงอุรังอุตังที่อาศัยอยู่ที่นั่น

จาเนล แอนเดอสัน ครูที่ปรึกษาในชั้นเรียนวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า ความตั้งใจที่จะเรียนรู้ของนักเรียนเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะดำเนินการโครงการนำร่องนี้ต่อไป

“นักเรียนเริ่มที่จะเข้าใจว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนสังคมโลกใบนี้ เข้าใจว่าพวกเราทั้งหมดเชื่อมโยงถึงกัน นั่นคือสิ่งที่เราต้องการให้พวกเขาเข้าใจ ด้วยเหตุผลบางประการ มันง่ายกว่าที่ครูตุ๊กจะแสดงให้พวกเขาได้เห็นมัน เธอคือส่วนหนึ่งของโลกนี้และมันน่าเชื่อถือกว่าการจะมาบอกพวกเขาว่าสิ่งเหล่านั้นมันแย่เพียงไรที่นั่นจากปากของครูอเมริกัน” ครูแอนเดอสันกล่าว

ขณะที่ในวิสคอนซิน การศึกษาทางไกลในโรงเรียนประถมและมัธยมไม่ใช่เรื่องใหม่ การทำงานของโลดี้ก้าวไปไกลว่านั้น จากการสำรวจของแผนกการศึกษาสาธารณะแห่งรัฐวิสคอนซิน โลดี้เป็นแห่งเดียวในรัฐที่มีนักเรียนลงชื่อเรียนในวิชาเรียนที่มีหน่วยกิตที่สอนโดยอาจารย์ต่างชาติ

และทั้งหมดนั้นเริ่มต้นด้วยเงินเพียง 2,000 เหรียญสหรัฐที่ถูกใช้เพื่อจัดซื้อคอมพิวเตอร์แลปท้อปเพื่อให้ครูสามารถติดต่อกับนักเรียนได้จากโปรแกรมสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ท คณะบริหารของลอดี้อนุมัติโครงการนี้ในเงื่อนไขว่า งบประมาณด้านเทคโนโลยีครั้งเดียว และพวกเขาไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มเพื่อจ้างครูใหม่

ครูโคลฮ์สอนในเวลาเย็น ที่เด็กนักเรียนไทยจะเริ่มเรียนกับเขาในเวลาเจ็ดโมงเช้าตามเวลาที่แตกต่างกันถึง 13 ชั่วโมง เขากล่าวว่าปัญหาที่ท้าทายที่สุดคือเรื่องของเทคโนโลยี แต่ปรากฏเพียงน้อยครั้งที่จะมีปัญหาภาพไม่ชัดหรือการเชื่อมต่อมีปัญหา

ขณะที่โรงเรียนในไทยมีอุปกรณ์เพียบพร้อม สำหรับรูปแบบของการเรียนการสอนทางไกล การขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็นอาจทำให้การขยายโครงการเป็นไปได้ช้า

“ผมคิดว่าการเรียนการสอนทางไกลระหว่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในอนาคตแต่ผมคิดว่าขณะนี้เรายังห่างไกลจากความสำเร็จด้วยเหตุผลทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน เราพยายามที่จะทำแบบนี้กับครูในประเทศอื่นและปัญหาหนึ่งที่เราพบก็คือการขาดแคลนเทคโนโลยีที่เหมาะสมและผู้เชี่ยวชาญ อเมริกาอาจเป็นประเทศที่ร่ำรวยและเพียบพร้อมด้านเทคโนโลยีที่จะรองรับแต่นั่นไม่ได้เกิดขึ้นเช่นกันในประเทศอื่น” แอนเดอสันกล่าว

แต่นอกเหนือจากปัญหาดังกล่าว ผู้สนับสนุนโครงการมองว่าครูมีบทบาทสำคัญกว่าหลักสูตร

มกราคมปีนี้ โคลฮ์สอนนักเรียนไทยชั้นม. 6 22 คนเรื่อง อารยะขัดขืน (civil rights movement) ชั่วโมงสุดท้ายก่อนการสอบคือวันคล้ายวันเกิดของมาติน ลูเธอร์ คิง ลองนึกภาพผู้นำแอฟริกัน-อเมริกัน กล่าวสุนทรพจน์ “I have a dream” ในวอชิงตัน ดี.ซี.เป็นการจบชั่วโมงสอน

นักเรียนที่เรียนกับโคลฮ์บางคนพูดถึงเขาว่า “เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ที่ฉลาดที่สุด”

“มันดีมากๆที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอเมริกาและได้ความรู้เพิ่มขึ้นจากครูที่รู้จริงๆอย่างครูมาร์ค” เป็นคำพูดของนักเรียน ปิยะอร คำหวาน

นักเรียนคนอื่นๆได้เรียนรู้เรื่องการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมนอกเวลาเรียน

“จะเห็นได้ว่าในห้องเรียนเราถามคำถามน้อยมากเพราะเราไม่มีความมั่นใจพอที่จะตั้งคำถาม ตอนที่เราเป็นเด็กเมื่อเราตั้งคำถามที่ตลกๆเราจะโดนเพื่อนล้อ” นนท์ บุญศรีสุวรรณ กล่าว “ในเมืองไทยเราต้องให้ความเคารพคุณครูและนั่นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูดูห่างเหิน แต่ในการเรียนทางไกลแบบนี้เรารู้สึกได้ใกล้ชิดกับครูมาร์ค ครูมาร์คเป็นเหมือนคนในครอบครัวคนหนึ่งที่เราเจอเขาทุกๆวันตอนเช้า”

โคลฮ์กล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนักเรียนนั้นแข็งแรงมาก จนเมื่อมีเด็กนักเรียนกลายเป็นคนไร้บ้านจากเหตุดอกไม้ไฟระเบิดที่สุพรรณบุรีเมื่อตรุษจีนที่ผ่านมา เขาได้เรียกระดมเงินจากครูและนักเรียนในโรงเรียนเพื่อช่วยเหลือเด็กๆที่ได้รับผลกระทบ

ในขณะที่โครงการนี้กำลังก้าวขึ้นสู่ปีที่สอง ผู้สนับสนุนต่างหวังให้มันดำเนินต่อไป

“หลังจากมีการพูดคุยกันกับเจ้าหน้าที่ทั้งที่นี่และที่ประเทศไทย เราต่างเห็นด้วยว่าโครงการนี้ได้ผลเกินความคาดหมายของเราในทุกๆด้าน, เทคโนโลยี, ความสัมพันธ์, คุณภาพของการศึกษาและมันเป็นการลงทุนที่ดี โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับทั้งสองฝ่าย” โคลฮ์กล่าว

Categories
การแสดงความคิดเห็น Opinion:World Education

Education of the Future:Word of Caution

Discovery Learning and Individualized Teaching: The Vision of Schools for Life

by Jurgen Zimmer, Ph.D.

Some schools can be heard from far off: the teacher loudly speaks phrases, the whole class answers as one. Old-fashioned schools of this kind are to a large degree products of the colonial era, their classroom teaching methods still reflecting the spirit of the 19th and early 20th centuries. Teachers concentrate on covering each small portion of the fixed curriculum, and try not only to tame the horde of young lions in the class, but also bring them all to do the same thing at the same time. The style of mechanical learning employed is the most unsuitable conceivable for making sense of interrelationships, retaining what one has learned (even after the next exam), and applying knowledge gained. This is where a disastrous vicious circle of dequalification must be broken: insufficiently trained teachers behave like slaves to a detailed prescribed curriculum and force their students to reduce the great diversity of learning and experience down to the learning of textbooks by heart. When this mechanical system, which clearly contradicts the fundamental discoveries of modern learning theories, is then further underpinned by frequent tests and exams, one could even maintain that such a school is in the position of actually mutilating the qualifying potential of the next generation. Good test results achieved within this mechanism reveal very little about the ability to retain what one has learned, or creatively apply it in any given real situation.

Frontal class teaching will hopefully be a seldom occurrence in the Schools for Life. Instead, relying on the knowledge gained in modern learning theory, a researching, discovering, active kind of learning is favored. Learning will take place individually or in small teams, and the biography and learning background of every child will be taken into account. In contrast to repetitive learning which takes place within parameters of false security (where problem presentation, solution route, and solution itself are always already known beforehand), here the learning processes are of a much more open nature. Naturally there will still be some ‘right’ and ‘wrong’ answers. But in real-life situations there are often a number of different options which have to be compared and considered before making a decision. In any case, learning in connection with entrepreneurship also means learning how to think strategically while dealing with uncertainties, practicing to take calculated risks.

There is a veritable arsenal of teaching methods and forms of pedagogical organization that serve these goals: teaching in small groups, learning and acting in projects, open or informal education, orienting the time frame to the task at hand and the current project (and not the other way around), team teaching, mixed-aged groups and cross-generational learning (where it makes sense to do so). Classrooms can be transformed into learning workshops.

At the same time, the limits of traditional school spaces will be dissolved: all the students will work with laptops and personal computers, and be able to communicate directly with teachers and other students electronically. Everyone will have access to libraries all over the world. In this interactive learning development, the concept of “classroom” will surpass the traditional classroom. In developing their projects, students will also be able to make use of multimedia designs, computer assisted drafting, the information highway, and graphic and desktop publishing tools.