Categories
Pathway Schools

โลกระนาบเดียว – การเปิดโลกกว้างของนักเรียนในสองมุมโลก

เราได้ลงบทความที่อธิบายถึงโครงการการศึกษาทางไกลระหว่างโรงเรียนสงวนหญิงในจังหวัดสุพรรณบุรีของประเทศไทยและโรงเรียนโลดี้ในเมืองโลดี้ รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกาไปก่อนหน้านี้

สิ่งที่ยอดเยี่ยมสิ่งหนึ่งของโครงการนี้ก็คือการสอนทางไกลของครูและรวมถึงการติดต่อสื่อสารกันระหว่างนักเรียนของโรงเรียนทั้งสองแห่ง มันเป็นวิธีที่ทำให้การเรียนประวัติศาสตร์อเมริกามีชีวิตชีวามากขึ้นเมื่อได้รับการถ่ายทอดออกจากปากครูชาวอเมริกัน เช่นเดียวกับการเรียนการสอนโดยครูคนไทยจากโรงเรียนสงวนหญิงทำให้นักเรียนอเมริกันเข้าใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ลึกซึ้งขึ้น

โครงการเรียนทางไกลนี้เกิดขึ้นจากโครงการแลกเปลี่ยนครูและนักเรียนระหว่างโรงเรียนโลดี้และโรงเรียนสงวนหญิง

บทความของฮอลี่ จีน แฮกริดด้านล่างคือประจักษ์พยานในอนาคตของการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถได้มาจากโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนที่มีประสิทธิภาพ

บทความของฮอลี่อธิบายวิธีที่โครงการแลกเปลี่ยนนี้เปิดมุมมองของเธอสู่โลกที่กว้างขึ้น

ขอขอบคุณสำหรับความเอื้อเฟื้อที่ให้เรานำข้อความของเธอมาลงในที่นี้

เกรก แคนดัฟฟ์

รักษาการณ์บรรณาธิการ

________________________________________

จดหมายจากเมืองไทย

ฮอลี่ จีน แฮกริด

ครั้งแรกที่ฉันมาไทย ฉันไม่เคยนึกเลยว่าฉันจะได้กลับมาอีกครั้งในอีก 14 เดือนให้หลัง ฉันมาที่นี่ครั้งแรกในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนจากเมืองเล็กๆในวิสคอนซิน และนั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันออกนอกสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นฉันอายุ 18 ปี เป็นนักเรียนมัธยมปลาย และนี่คือการใช้ชีวิตห่างจากบ้านและครอบครัวครั้งที่นานที่สุดของฉัน

โครงการแลกเปลี่ยน

การท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ฉันสนในมาตั้งแต่เด็ก แต่ฉันอยู่ในครอบครัวใหญ่ที่ไม่มีโอกาสทำอย่างนั้นได้มากนัก เมื่อที่โรงเรียนโลดี้ที่ฉันเรียนยื่นโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิต 3 สัปดาห์ในเมืองไทย ประเทศที่ห่างไกลไปอีกซีกโลก ฉันไม่ลังเลเลยที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในครั้งนี้ ฉันเริ่ม

เก็บเงินจากงานพิเศษในช่วงหน้าร้อนจนมีทุนพอสำหรับการเดินทาง ร่วมกับเพื่อนนักเรียน 9 คนและครูอีก 3 ท่าน

ฉันจำได้ชัดเจนถึงครั้งแรกที่ก้าวออกจากสนามบินที่เมืองไทย จำได้ถึงความร้อนชื้นของอากาศตอนตี 3 และตื่นเต้นมากที่จะมีโอกาสได้สัมผัสกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง ที่ฉันไม่รู้ก็คือ การเดินทางครั้งนี้เป็นตัวสำคัญที่จะเปลี่ยนวิชาเรียนในปีที่เหลือของฉันไปทั้งหมด มันให้ความกล้าและโอกาสแก่ฉันที่จะได้รับประสบการณ์ชีวิตหลังเรียนจบในแบบที่ฉันไม่เคยนึกถึงมาก่อน

3 สัปดาห์ในเมืองไทยผ่านไปอย่างรวดเร็วจนราวกับความฝันเมื่อมองย้อนกลับไป โครงการแลกเปลี่ยนมีขึ้นที่โรงเรียนสงวนหญิงในจังหวัดสุพรรณบุรี ฉันอาศัยอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์และน้องสาว 2 คนที่เราสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว พ่อแม่อุปถัมภ์ของฉันไม่รู้ภาษาอังกฤษมากนักนอกจากคำง่ายๆไม่กี่คำ แต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของพวกเขาในทุกๆวันทำให้ฉันมีความสุขและรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ต้อนรับจากประเทศนี้ ฉันรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนที่ซึ่งฉันไปทุกวันและได้เห็นและเรียนรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับประเทศไทย ฉันจึงรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยด้วยเช่นกัน

การตัดสินใจของฉัน

บนรถไฟที่มุ่งหน้าไปกาญจนบุรี ฉันกับเพื่อนสนิท 2 คนเห็นพ้องกันว่า 3สัปดาห์ที่แสนมหัศจรรย์ในประเทศนี้นั้นเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น ในช่วงระยะเวลาสั้นๆพวกเราได้รู้จักกับวัฒนธรรมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับของเราเองและได้สร้างเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย เราเฝ้าสงสัยว่าเราจะเรียนรู้ได้มากแค่ไหนถ้าเราเดินทางมากกว่านี้หลังจากที่เราได้เรียนรู้มามากเกี่ยวกับการท่องเที่ยว, วัฒนธรรม และตัวของเราเองในเวลาเพียงแค่ 3 สัปดาห์ในประเทศไทย และนั้นคือจุดที่ฉันตัดสินใจว่าฉันจะออกเดินทางอีกครั้งในเร็วๆนี้ และบางทีอาจจะกลับมาที่นี่อีก

ปัจจุบัน

15 เดือนต่อมา ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง ในโรงเรียนเดิมที่ฉันเคยมาที่ประเทศไทย แต่แทนที่จะเป็นในฐานะนักเรียน ฉันได้รับการให้โอกาสที่จะมาเป็นคนที่ยืนอยู่ในอีกด้านหนึ่งและทำงานเป็นผู้ช่วยอาจารย์/อาจารย์ฝึกสอน ในวิชาภาษาอังกฤษ ฉันจะอยู่ทีนี่ 8 สัปดาห์และฉันมั่นใจว่านี่จะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่ฉันเคยได้รับมาในชีวิต

ในสหรัฐอเมริกา การหยุดไปหนึ่งปีก่อนจะเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาไม่ได้เป็นที่ยอมรับกันในวงกว้าง เมื่อฉันบอกกับเพื่อนและที่บ้านว่าฉันจะเดินทางท่องเที่ยวเป็นเวลา 8เดือนก่อนจะเข้าวิทยาลัย ปฏิกิริยาที่ได้รับคือความกังวลและกลัว ตอนนี้ หลายเดือนต่อมา พวกเขาต่างยินดีกับฉันสำหรับประสบการณ์ที่ฉันมีโอกาสได้สัมผัส พ่อและแม่ของฉันผู้ซึ่งไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศมาก่อนได้มาเยี่ยมฉันตอนที่ฉันยังเดินทางอยู่ การที่พ่อมาหาฉันถึงประเทศไทยที่จังหวัดสุพรรณบุรี ฉันรู้สึกว่าโอกาสที่ฉันได้นี้ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อตัวเอง แต่รวมไปถึงคนรอบข้างฉันด้วยเช่นกัน

ฉันเริ่มต้นการเดินทางด้วยความมั่นใจที่เคยได้รับจากประสบการณ์แลกเปลี่ยนในประเทศไทยที่มาก่อนหน้านี้ เริ่มต้นในเดือนตุลาคมฉันอาศัยอยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศสอยู่ระยะหนึ่งและยังไปโมรอคโค ลอนดอน และเยอรมัน ต่อมา ฉันมุ่งหน้ากลับมายังดินแดนแห่งรอยยิ้มเพื่อพบกับเพื่อนหลายคนและคนที่น่าทึ่งมากมายที่ฉัยเคยมีโอกาสเรียกพวกพวกว่าเพื่อน และมันยังเป็นครั้งแรกที่ฉันจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวเอง เป็นก้าวที่ใหญ่มากสำหรับเด็กอายุ 19 คนหนึ่ง

ไม่เพียงเริ่มต้นใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว แต่เริ่มต้นทำงาน ซึ่งเป็นงานที่ฉันรักด้วย ฉันใฝ่ฝันอยากจะเป็นครูมาโดยตลอก และประสบการณ์ของการเป็นครูฝึกสอนที่นี่ทำให้ฉันตระหนักว่ามันเป็นสิ่งที่ฉันสามารถทำได้ดีและฉันสามารถนึกภาพตัวเองทำมันไปจนตลอดชีวิตได้ ฉันทำงานกับครูตุ๊ก ครูคนไทยที่ฉันสามารถเรียกว่าเพื่อนและได้เรียนรู้มากมายจากเธอ ฉันสอนนักเรียนชั้นม.1ถึงม.3 ฉันช่วยเด็กๆให้พัฒนาทักษะการสอนเสียงและความเข้าใจในภาษาอังกฤษ รวมถึงหลักไวยากรณ์ในแบบฝึกหัดและการนำเสนอต่างๆเช่นกัน มันรู้สึกดีมากที่ได้รู้ว่าฉันสามารถช่วยเหลือเด็กๆในการเรียนได้ และฉันรู้สึกจริงๆว่าพวกเขาตื้นตันกับความช่วยเหลือของฉันเสมอ ความสัมพันธ์ที่ฉันมีต่อนักเรียนเป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันให้ความสำคัญกับมันสูงมาก ฉันรักพวกนักเรียนมากและฉันรักการสอนที่ฉันทำอยู่

โอกาสในครั้งนี้

การที่ฉันมีโอกาสสอนที่นี่ทำให้ฉันมีโอกาสได้เห็นประเทศไทยมากขึ้น เกือบทุกอาทิตย์ฉันจะเดินทางไปโน่นมานี่เพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นการไปดูวัดโพธิ์ในกรุงเทพมหานครหรือไปเที่ยวเกาะเสม็ดกับเพื่อน ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ที่ฉันจะไม่มีวันลืม การกินอาหารไทยตอนเย็นกับเพื่อนหรือการเรียนเพลงไทยและภาษาไทยเป็นประสบการณ์ที่ประเมินค่าไม่ได้ เพื่อนและครูทุกคนที่ฉันได้พบ ทั้งคนไทย,คนอเมริกัน, คนจีนและคนแทสมาเนียน ช่วยให้ฉันรู้สึกมีความสุขและฉันรู้ว่าสายสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้นนั้นจะไม่มีวันจางหาย

ฉันรู้สึกขอบคุณที่แชตและโครงการภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสงวนหญิงเสนอให้ฉันมีโอกาสได้กลับมายังประเทศไทย ฉันไม่อาจจะอธิบายความสำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียนของฉันที่โลดี้และโรงเรียนสงวนหญิง ฉันมั่นใจว่าฉันจะกลายเป็นคนละคนและดำเนินชีวิตแตกต่างจากนี้อย่างสิ้นเชิงถ้าไม่ฉันไม่ได้มาที่นี่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553

สุดท้ายนี้

เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนหลังจากการมาเมืองไทยครั้งที่ 2 ของฉันและตอนนี้เวลาของฉันก็เกือบหมดแล้ว ไม่อยากเชื่อว่าฉันกำลังจะบอกลาที่ที่ฉันเคยได้รับโอกาสในการเรียนรู้และได้รับสิ่งต่างๆกลับไปมากมาย ฉันเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเอง ได้พบผู้คนที่น่าทึ่งจากทั่วโลก สร้างความสัมพันธ์กับนักเรียน เริ่มต้นเรียนรู้วิธีการสอน ฉันได้เรียนรู้เรื่องต่างๆเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นและมีความมั่นใจมากขึ้น ฉํนรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอุปถัมภ์ที่เมืองไทยและฉันรู้ว่าที่นี่จะยินดีต้อนรับฉันทุกเมื่อ เท่าที่ฉันเคยทราบ คนส่วนใหม่จะไม่อยู่ห่างประเทศไทยเป็นเวลานานๆ และฉันรู้ว่าฉันจะกลับมาที่นี่อีกครั้งในไม่นาน

Categories
Pathway Schools

การศึกษาทางไกลระหว่างโรงเรียนมัธยมปลายในไทยและอเมริกา

การศึกษาทางไกลระหว่างโรงเรียนมัธยมปลายในไทยและอเมริกา

จาก The Lodi Enterprise e news (วิสคอนซิน, สหรัฐอเมริกา)

ตำนานของการเรียนรู้ระหว่างสองโรงเรียนในโครงการนำร่องของโลดี้

 

นักเรียนโรงเรียนLodiทักทายอาจารย์กัณฐิราหรือ “ครูตุ๊ก” ผ่านหน้าจอโปรแกรม สไกป์ ก่อนอาจารย์จะแนะนำเด็กๆถึงวิธีทำแกงเขียวหวานเนื้อ อันเป็นส่วนหนึ่งของชั้นเรียนการเรียนรู้ทางไกลระหว่างประเทศ

ภาพโดยเจนนิเฟอร์ เฟเทอร์รี่

 
นักเรียนของโรงเรียนสงวนหญิงในจังหวัดสุพรรณบุรีเตรียมตัวสำหรับคาบเรียนการเรียนรู้ทางไกลที่สอนโดยอาจารย์มาร์ค โคฮ์ลแห่งโรงเรียนโลดี้ผ่านโปรแกรมสไกป์

Contributed photo

โดยเจนนิเฟอร์ เฟเทอรี่

บรรณาธิการเรียบเรียง

เนื้อและน้ำแกงเขียวหวานเดือดปุดๆอยู่ในหม้อขณะนักเรียนกำลังเตรียมตัวสำหรับมื้อกลางวันในเช้าเย็นๆของเดือนธันวาคม

กลิ่นหอมเข้มข้นที่เด็กๆได้กลิ่น บ่งบอกชัดว่าโรงเรียนวันนี้จะไม่ใช่วันเดิมๆอย่างทุกวัน

นักเรียนบางคน ที่ไม่เคยลองอาหารไทยมาก่อนเลยในชีวิต กำลังก้าวข้ามสะพานของช่องว่างทางวัฒนธรรมที่กว้างเป็นหมื่นๆไมลล์ขณะที่ครูตุ๊กให้คำเตือนสำหรับพวกเขาในการสัมผัสประสบการณ์ครั้งแรก

“ลองชิมช้อนเล็กๆก่อน แล้วค่อยเริ่มจากตรงนั้น” เธอเตือนเด็กๆถึงรสชาติจัดจ้านของอาหารบ้านเกิดของเธอเองผ่านหน้าจอ

แต่โดยปราศจากความกลัว เหล่านักเรียนโดดลงมาเต็มตัว ไม่เพียงเฉพาะเรื่องอาหารแต่รวมถึงการเข้าร่วมการศึกษาทางไกลที่เพิ่งเริ่มในปีนี้ ร่วมกับโรงเรียนพี่น้องอย่างโรงเรียนสงวนหญิงในจังหวัดสุพรรณบุรี

ส่วนหนึ่งของโครงการนี้ อาจารย์มาร์ค โคลฮ์ จะสอนนักเรียนไทยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในขณะที่ครูตุ๊กจะสอนเด็กๆที่โลดี้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์วัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นักเรียนม.5 เบรียนนา สมิธ ลงเรียนในวิชานี้หลังการไปทัศนศึกษาที่ประเทศไทยกับโรงเรียนเมื่อปีที่แล้ว เธอปรารถนาที่จะเรียนรู้ให้มากขึ้น

“มันยอดมากๆที่เราได้รับการสอนจากครูที่อยู่ในประเทศนั้นจริงๆ คนที่สามารถอธิบายเรื่องต่างๆได้ชัดเจนกว่าเมื่อเทียบกับการเรียนจากหนังสือ ในชั้นเรียนทั่วไป เมื่อคุณมีข้อสงสัยคุณต้องไปหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ท แต่ครูตุ๊กรู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้ว มันสมจริงสมจังมากกว่าสำหรับเรา” สมิธว่าอย่างนั้นขณะที่กำลังหั่นผักสำหรับใส่ในแกงเนื้อ

นักเรียนคนอื่นๆในชั้นไม่เคยไปประเทศไทยมาก่อน แต่ความกระหายที่จะเรียนรู้ชักจูงพวกเขาให้ลงเรียน

นอกจากการสอนการทำอาหารไทย ครูตุ๊กยังสอนนักเรียนถึงความจริงอันมืดมนของประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นใน “ทุ่งสังหาร” ในกัมพูชา ที่ซึ่งทหารเขมรแดงฆ่าชาวบ้านนับล้าน เด็กนักเรียนยังได้เรียนรู้ว่าทำไมการปลูกปาล์มน้ำมัน ที่เราใส่มันในเนยถั่วและหมากฝรั่ง ถึงเป็นการทำลายพื้นที่ป่าดิบ รวมไปถึงชีวิตของลิงอุรังอุตังที่อาศัยอยู่ที่นั่น

จาเนล แอนเดอสัน ครูที่ปรึกษาในชั้นเรียนวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า ความตั้งใจที่จะเรียนรู้ของนักเรียนเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะดำเนินการโครงการนำร่องนี้ต่อไป

“นักเรียนเริ่มที่จะเข้าใจว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนสังคมโลกใบนี้ เข้าใจว่าพวกเราทั้งหมดเชื่อมโยงถึงกัน นั่นคือสิ่งที่เราต้องการให้พวกเขาเข้าใจ ด้วยเหตุผลบางประการ มันง่ายกว่าที่ครูตุ๊กจะแสดงให้พวกเขาได้เห็นมัน เธอคือส่วนหนึ่งของโลกนี้และมันน่าเชื่อถือกว่าการจะมาบอกพวกเขาว่าสิ่งเหล่านั้นมันแย่เพียงไรที่นั่นจากปากของครูอเมริกัน” ครูแอนเดอสันกล่าว

ขณะที่ในวิสคอนซิน การศึกษาทางไกลในโรงเรียนประถมและมัธยมไม่ใช่เรื่องใหม่ การทำงานของโลดี้ก้าวไปไกลว่านั้น จากการสำรวจของแผนกการศึกษาสาธารณะแห่งรัฐวิสคอนซิน โลดี้เป็นแห่งเดียวในรัฐที่มีนักเรียนลงชื่อเรียนในวิชาเรียนที่มีหน่วยกิตที่สอนโดยอาจารย์ต่างชาติ

และทั้งหมดนั้นเริ่มต้นด้วยเงินเพียง 2,000 เหรียญสหรัฐที่ถูกใช้เพื่อจัดซื้อคอมพิวเตอร์แลปท้อปเพื่อให้ครูสามารถติดต่อกับนักเรียนได้จากโปรแกรมสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ท คณะบริหารของลอดี้อนุมัติโครงการนี้ในเงื่อนไขว่า งบประมาณด้านเทคโนโลยีครั้งเดียว และพวกเขาไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มเพื่อจ้างครูใหม่

ครูโคลฮ์สอนในเวลาเย็น ที่เด็กนักเรียนไทยจะเริ่มเรียนกับเขาในเวลาเจ็ดโมงเช้าตามเวลาที่แตกต่างกันถึง 13 ชั่วโมง เขากล่าวว่าปัญหาที่ท้าทายที่สุดคือเรื่องของเทคโนโลยี แต่ปรากฏเพียงน้อยครั้งที่จะมีปัญหาภาพไม่ชัดหรือการเชื่อมต่อมีปัญหา

ขณะที่โรงเรียนในไทยมีอุปกรณ์เพียบพร้อม สำหรับรูปแบบของการเรียนการสอนทางไกล การขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็นอาจทำให้การขยายโครงการเป็นไปได้ช้า

“ผมคิดว่าการเรียนการสอนทางไกลระหว่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในอนาคตแต่ผมคิดว่าขณะนี้เรายังห่างไกลจากความสำเร็จด้วยเหตุผลทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน เราพยายามที่จะทำแบบนี้กับครูในประเทศอื่นและปัญหาหนึ่งที่เราพบก็คือการขาดแคลนเทคโนโลยีที่เหมาะสมและผู้เชี่ยวชาญ อเมริกาอาจเป็นประเทศที่ร่ำรวยและเพียบพร้อมด้านเทคโนโลยีที่จะรองรับแต่นั่นไม่ได้เกิดขึ้นเช่นกันในประเทศอื่น” แอนเดอสันกล่าว

แต่นอกเหนือจากปัญหาดังกล่าว ผู้สนับสนุนโครงการมองว่าครูมีบทบาทสำคัญกว่าหลักสูตร

มกราคมปีนี้ โคลฮ์สอนนักเรียนไทยชั้นม. 6 22 คนเรื่อง อารยะขัดขืน (civil rights movement) ชั่วโมงสุดท้ายก่อนการสอบคือวันคล้ายวันเกิดของมาติน ลูเธอร์ คิง ลองนึกภาพผู้นำแอฟริกัน-อเมริกัน กล่าวสุนทรพจน์ “I have a dream” ในวอชิงตัน ดี.ซี.เป็นการจบชั่วโมงสอน

นักเรียนที่เรียนกับโคลฮ์บางคนพูดถึงเขาว่า “เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ที่ฉลาดที่สุด”

“มันดีมากๆที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอเมริกาและได้ความรู้เพิ่มขึ้นจากครูที่รู้จริงๆอย่างครูมาร์ค” เป็นคำพูดของนักเรียน ปิยะอร คำหวาน

นักเรียนคนอื่นๆได้เรียนรู้เรื่องการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมนอกเวลาเรียน

“จะเห็นได้ว่าในห้องเรียนเราถามคำถามน้อยมากเพราะเราไม่มีความมั่นใจพอที่จะตั้งคำถาม ตอนที่เราเป็นเด็กเมื่อเราตั้งคำถามที่ตลกๆเราจะโดนเพื่อนล้อ” นนท์ บุญศรีสุวรรณ กล่าว “ในเมืองไทยเราต้องให้ความเคารพคุณครูและนั่นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูดูห่างเหิน แต่ในการเรียนทางไกลแบบนี้เรารู้สึกได้ใกล้ชิดกับครูมาร์ค ครูมาร์คเป็นเหมือนคนในครอบครัวคนหนึ่งที่เราเจอเขาทุกๆวันตอนเช้า”

โคลฮ์กล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนักเรียนนั้นแข็งแรงมาก จนเมื่อมีเด็กนักเรียนกลายเป็นคนไร้บ้านจากเหตุดอกไม้ไฟระเบิดที่สุพรรณบุรีเมื่อตรุษจีนที่ผ่านมา เขาได้เรียกระดมเงินจากครูและนักเรียนในโรงเรียนเพื่อช่วยเหลือเด็กๆที่ได้รับผลกระทบ

ในขณะที่โครงการนี้กำลังก้าวขึ้นสู่ปีที่สอง ผู้สนับสนุนต่างหวังให้มันดำเนินต่อไป

“หลังจากมีการพูดคุยกันกับเจ้าหน้าที่ทั้งที่นี่และที่ประเทศไทย เราต่างเห็นด้วยว่าโครงการนี้ได้ผลเกินความคาดหมายของเราในทุกๆด้าน, เทคโนโลยี, ความสัมพันธ์, คุณภาพของการศึกษาและมันเป็นการลงทุนที่ดี โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับทั้งสองฝ่าย” โคลฮ์กล่าว

Categories
การแสดงความคิดเห็น Opinion:World Education

Education of the Future:Word of Caution

Discovery Learning and Individualized Teaching: The Vision of Schools for Life

by Jurgen Zimmer, Ph.D.

Some schools can be heard from far off: the teacher loudly speaks phrases, the whole class answers as one. Old-fashioned schools of this kind are to a large degree products of the colonial era, their classroom teaching methods still reflecting the spirit of the 19th and early 20th centuries. Teachers concentrate on covering each small portion of the fixed curriculum, and try not only to tame the horde of young lions in the class, but also bring them all to do the same thing at the same time. The style of mechanical learning employed is the most unsuitable conceivable for making sense of interrelationships, retaining what one has learned (even after the next exam), and applying knowledge gained. This is where a disastrous vicious circle of dequalification must be broken: insufficiently trained teachers behave like slaves to a detailed prescribed curriculum and force their students to reduce the great diversity of learning and experience down to the learning of textbooks by heart. When this mechanical system, which clearly contradicts the fundamental discoveries of modern learning theories, is then further underpinned by frequent tests and exams, one could even maintain that such a school is in the position of actually mutilating the qualifying potential of the next generation. Good test results achieved within this mechanism reveal very little about the ability to retain what one has learned, or creatively apply it in any given real situation.

Frontal class teaching will hopefully be a seldom occurrence in the Schools for Life. Instead, relying on the knowledge gained in modern learning theory, a researching, discovering, active kind of learning is favored. Learning will take place individually or in small teams, and the biography and learning background of every child will be taken into account. In contrast to repetitive learning which takes place within parameters of false security (where problem presentation, solution route, and solution itself are always already known beforehand), here the learning processes are of a much more open nature. Naturally there will still be some ‘right’ and ‘wrong’ answers. But in real-life situations there are often a number of different options which have to be compared and considered before making a decision. In any case, learning in connection with entrepreneurship also means learning how to think strategically while dealing with uncertainties, practicing to take calculated risks.

There is a veritable arsenal of teaching methods and forms of pedagogical organization that serve these goals: teaching in small groups, learning and acting in projects, open or informal education, orienting the time frame to the task at hand and the current project (and not the other way around), team teaching, mixed-aged groups and cross-generational learning (where it makes sense to do so). Classrooms can be transformed into learning workshops.

At the same time, the limits of traditional school spaces will be dissolved: all the students will work with laptops and personal computers, and be able to communicate directly with teachers and other students electronically. Everyone will have access to libraries all over the world. In this interactive learning development, the concept of “classroom” will surpass the traditional classroom. In developing their projects, students will also be able to make use of multimedia designs, computer assisted drafting, the information highway, and graphic and desktop publishing tools.