Categories
การแสดงความคิดเห็น Opinion:Thai education Opinion:World Education

A Year ends, another begins……

Greg Cairnduff, M Ed, BA Dip Ed, MACE, Deputy Managing Editor.

As we come to the end of year 2012 [BE 2555] it is a time of reflection on what has happened in the year that is about to pass into history.

Here at SCLThailand we can look back and see that many contributors have helped us throughout the year, willingly giving their time and their expertise to us and we hand that on to our readers in both Thai and English, our hope is that this web site is helping teachers in Thai schools to prepare their students for the flat interconnected world that they will enter on leaving the Thai education system.

In just two more years the Asia Pacific Economic community will be in place with English language being the language of communication, Thai students will be competing with students from other South East Asian countries for a role in this economic community.

Apart from the ability to speak English there are many other skills that will provide a competitive edge for those who work in companies and organisations that are members of APEC. The capacity to think independently, to work as a member of a team and to have a high level of IT skill will be essential for participating APEC.

Thai teachers have a responsibility to develop these skills and capacities in those they teach. We are trying help with ideas and practical suggestions. This month’s feature article by our regular contributors Dr Don Jordan and Ms Ellen Cornish is a good example of what we are trying to do. Their article on Concept Mapping in a Child Centred Classroom provides practical examples of how this approach assists the development of thinking skills in students.

We trust our readers will enjoy the article.

On behalf of the Board of Management of SCLT, I wish all of our readers a very peaceful Christmas – New Year Season, and we hope that the New Year will bring success to all teachers as they endeavour to develop more student centred approaches in their class rooms.

Best wishes to all

Greg Cairnduff,

December 2012

Greg is Director of the Australian International School of Bangkok

Categories
การแสดงความคิดเห็น Opinion:Thai education Opinion:World Education

(English) Teaching Students How to Do Business in a Student Centered Learning Environment

 

Categories
การแสดงความคิดเห็น Opinion:Thai education Opinion:World Education

(English) Questions, questions, questions……

 

Categories
การแสดงความคิดเห็น Opinion:Thai education Opinion:World Education

(English) Teacher Improvement and Professional Review Processes. Which way to go?

 

Categories
การแสดงความคิดเห็น Opinion:Thai education Opinion:World Education

เปลี่ยนการวัดผลข้อมูลมาเป็นการวัดผลการเรียนรู้ เกรก คาร์นดัฟฟ์, รักษาการณ์บรรณาธิการ

นับแต่บทความทางการศึกษาครั้งสุดท้าย ณ ปัจจุบันโรงเรียนต่างๆในประเทศไทยได้เริ่มต้นภาคเรียกแรกของปีการศึกษาใหม่แล้ว

ช่วงต้นของการเปิดภาคการศึกษา ในโรงเรียนรัฐบาลชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครกลายเป็นข่าวอยู่ในสื่อทุกแขนงเนื่องเพราะนักเรียน 9 คนและผู้ปกครองทำการอดอาหารประท้วงอยู่หน้าโรงเรียน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะเด็กเหล่านั้นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4,5 และ 6) เพราะทำคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์การสอบวัดผลของโรงเรียน นักเรียนจากโรงเรียนอื่นที่ทำข้อสอบได้จึงได้เข้าเรียนแทนที่พวกเขา ความเคลื่อนไหวนี้ก่อให้เกิดเป็นกระแสตามหน้าหนังสือพิมพ์ สุดท้ายแล้วปัญหานี้ก็ได้รับการแก้ไข แม้ผู้เขียนจะไม่มั่นใจนักว่าผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายพึงพอใจกับการแก้ปัญหานี้หรือไม่ ในเวลาเดียวกัน ผู้เขียนได้อ่านวารสารการศึกษาของออสเตรเลียเกี่ยวกับความไม่พอใจของนักวิชาการและครูในการสอบวัดและประเมินผลแห่งชาติในด้านการอ่านเขียนหนังสือและการคำนวณ [Education Review, พฤษภาคม 2555 ] นักวิจารณ์อ้างว่าระบบของการทดสอบและความคาดหวังจากรัฐบาลทำให้ครูทำการสอนเพื่อให้นักเรียนไปสอบ และดังนั้นการสอบจึงเป็นการประเมินว่านักเรียนถูกสอนอะไรมาบ้าง มากกว่าที่จะเป็นการวัดผลในมุมมองอื่นๆ

เช่นกันกับที่เรามักจะได้ยินเสมอๆเกี่ยวกับการวัดผลนานาชาติอย่าง PISA (ตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน) หรือ TIMMS (การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์นานาชาติ)

ข้อมูลสองส่วน จากสองระบบการศึกษาที่ต่างกันอย่างมากนี้และผลงานเผยแพร่เมื่อเร็วๆนี้ที่มีการอ้างอิงมาจากทั้งผลประเมินของ PISA และ TIMMS (มูลนิธิกราตตัน: ตามติด เรียนรู้จากระบบการศึกษาที่ดีที่สุดของเอเชียตะวันออก, กุมภาพันธ์ 2555) ทำให้ผู้เขียนเริ่มนึกถึงการทดสอบและการวัดผลนักเรียน

วัตถุประสงค์ของการโรงเรียนถูกเปลี่ยนแปลงไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และในช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 21 เช่นทุกวันนี้ มีเอกสารมากมายเขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เรื่องหนึ่งที่ทักพูดถึงอยู่เสมอคือ ในยุคสมัยแห่งข้อมูลข่าวสาร โรงเรียน, หลักสูตรการศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทั้งครูอาจารย์และผู้บริหารต้องทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อผลักดันให้โครงสร้างระบบการเรียนการสอนเปลี่ยนแปลงจากการ “เรียงและเลือก”ของนักเรียนอย่างที่เคยเป็น มาเป็นระบบที่พัฒนาผู้เรียนให้กลายเป็นนักคิดและผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต

หนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเกิดขึ้นในโรงเรียน (และกำลังเกิดขึ้นแล้วในโรงเรียนที่มีความก้าวหน้าสูง) คือธรรมชาติของการเรียนรู้จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการที่นักเรียนถูกมองว่าเป็นเพียงผู้รับข้อมูลที่มีหน้าที่จดจำและตอบสนองต่อข้อมูลที่ได้รับออกมาผ่านการทดสอบแบบท่องจำเพื่อมองหาคำตอบที่ถูกใส่ไว้ในข้อสอบ ต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบที่มองนักเรียนต่างไปจากเดิม มองว่านักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ที่กระตือรือร้น, เป็นนักคิดและนักแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรู้ที่พวกเขามีอยู่ และเป็นผู้เรียนรู้ที่มีความเป็นอิสระ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงหลักการทั่วไปของการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน

ระบบการวัดและประเมินผลควรเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ จำเป็นต้องเพิ่มเติมหลักการพื้นฐานอย่างเช่นการให้โอกาสในรูปแบบที่แตกต่างเพื่อให้นักเรียนได้แสดงออกว่าพวกเขาเรียนรู้อะไรและสามารถทำอะไรได้จากความรู้หรืองานนั้นๆ มีหน่วยวัดและประเมินตนเอง ควรมีการปรึกษาว่าพวกเขาจะแสดงผลของสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ได้อย่างไร นักเรียนสมควรรู้ชัดว่าพวกเขากำลังถูกประเมินอะไรอยู่ และควรจะมีมากกว่าหนึ่งโอกาสสำหรับที่นักเรียนจะทำการประเมินให้สามารถผ่านไปได้

การประเมินที่ประกอบด้วยองค์ประกอบเหล่านี้จะส่งผลต่อการเรียนรู้มากกว่าการประเมินที่วัดผลจากความสามารถในการจดจำข้อเท็จจริง

เอลเลน คอร์นิช และ ดอน จอร์แดน ร่วมกันเขียนบทความเกี่ยวกับการประเมินและวัดผลให้กับ SCLT ตัวอย่างที่พวกเขาแสดงให้เห็นพ้องกับองค์ประกอบดังกล่าวข้างต้นและยังแสดงให้เห็นว่าการวัดและประเมินผลเป็นมากกว่าการฝึกให้นักเรียนจดจำข้อมูล

ท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรครับ?

เกรก คาร์นดัฟฟ์

Categories
การแสดงความคิดเห็น Opinion:Thai education Opinion:World Education

การเรียนรู้โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง…..สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อการบรรลุถึงเป้าหมายของการศึกษาแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางคืออะไร?

การเรียนรู้โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง…..สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อการบรรลุถึงเป้าหมายของการศึกษาแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางคืออะไร?

เกรก คาร์นดัฟฟ์ รองบรรณาธิการผู้จัดการ

14 เมษายน 2555

ผู้เขียนมักถูกโรงเรียนดึงดูดความสนใจทุกครั้งที่ออกเดินทางไปไหนมาไหน ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำไม? ผู้เขียนคิดว่านั่นเป็นเพราะตัวเองเฝ้าสงสัยว่าประสบการณ์ทางการศึกษาแบบใดกันที่เด็กในโรงเรียนเหล่านั้นจะได้รับ

การเดินทางไปในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อเร็วๆนี้ ได้ชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามของหมู่เกาะตามแนวชายฝั่งและป่าร้อนหนาทึบสลับแซมด้วยชะง่อนเขาหินปูน ขณะผ่านเข้าไปในเมือง ผู้เขียนสังเกตเห็นโรงเรียนมัธยมหลายแห่ง ซึ่งดูเหมือนจะตั้งอยู่ใกล้ถนนสายหลักเสมอและระหว่างผ่านเข้าไปยังหมู่บ้านเล็กๆผู้เขียนมองเห็นโรงเรียนประถม ทุกแห่งเงียบสงบและแทบไม่มีนักเรียน เพราะเดือนเมษายนอยู่ในช่วงปิดเทอมใหญ่ของโรงเรียนในประเทศไทย

การมองผ่านหน้าต่างรถยนต์ขณะขับผ่านจะบอกได้ไหมว่าการเรียนที่โรงเรียนนั้นเป็นอย่างไร? แน่นอนว่าไม่สามารถ เท่าที่ผู้เขียนสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าโรงเรียนเหล่านั้นดูคล้ายกันเป็นส่วนใหญ่ โรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่มีโครงสร้างสถาปัตยกรรมและการออกแบบคล้ายคลึงกันมากกับโรงเรียนที่มีขนาดเล็กกว่า มีความแตกต่างกันที่ตำแหน่งของสนามเด็กเล่น และหากใช้งานสีเป็นมาตรฐานในการตัดสินคุณภาพการบำรุงรักษาสถานที่ โรงเรียนที่เราผ่านไปก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ผ่านเข้ารอบในประเทศอื่นๆ

ทางเดียวที่จะได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึกของประสบการณ์การเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลางของนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนนั้นๆก็คือการใช้เวลาอยู่ในนั้นจริงๆ ร่วมกับครูและนักเรียนในชั้น ภาพลักษณ์ภายนอกอาจหลอกตาเรา โรงเรียนที่ดูเก่าหรือดูเหมือนๆกันกับโรงเรียนอื่นๆนับร้อยไม่ได้บอกเรามากนักถึงการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นข้างในนั้น

บทความเดือนเมษายนนี้ของ SCL ประเทศไทย บรรณาธิการผู้จัดการของเราได้ลงบทความเรื่อง “ห้องเรียนแห่งการดูแล” เป็นเรื่องราวของโรงเรียนในประเทศปากีสถาน ภาพถ่ายประกอบบทความรวมถึงข้อความบอกเราว่าแม้ว่าโรงเรียนและนักเรียนที่นั่นจะยากจนและขาดแคลน การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งนั้นอัดแน่นเต็มไปด้วยประสบการณ์การเรียนรู้แบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง

สิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อในที่นี้เกี่ยวโยงไปถึงบทความที่ลงไปก่อนหน้า นั่นคือความจริงที่เราหลีกหนีไม่พ้นว่าการเรียนรู้โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลางนั้นจะมีขึ้นได้ก็ต้องขึ้นกับทักษะการจัดการหลักสูตรการเรียนรู้ของครูเป็นสำคัญ

ไม่ได้หมายความว่าตึกเรียนและแหล่งการเรียนรู้ของโรงเรียนไม่มีความสำคัญ สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ลักษณะและคุณภาพในการสอนของครูสำคัญกว่านั้น มาก

รูปนี้ส่งมาจากประเทศปากีสถานโดยบรรณาธิการผู้จัดการ ด้อกเตอร์ปีเตอร์ โฟเลย์ แสดงให้เราเห็นถึงการมีส่วนร่วมกันระหว่างครูและนักเรียนในโรงเรียนที่ไม่ได้เป็นมากไปกว่าเต็นท์หลังหนึ่ง สำหรับเรื่องราวในภาพท่านสามารถอ่านได้จากบทความของเราเรื่อง “ห้องเรียนแห่งการดูแล”

ทั่วโลกมีบริษัทออกแบบก่อสร้างที่ทำงานในด้านการออกแบบโรงเรียนโดยเฉพาะ บริษัทเหล่านี้มีผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมโรงเรียนที่เยี่ยมยอดหลายแห่ง โดยผลงานส่วนมากเป็นของประเทศร่ำรวยและเจ้าของโรงเรียนเอกชนและนักพัฒนา

หนึ่งในนั้นตั้งอยู่ในรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำงานออกแบบโรงเรียนหลายแห่งทั่วโลกทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา บริษัทนั้นได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับงานที่ทำชื่อว่า [ภาษาของการออกแบบโรงเรียน: รูปแบบสำหรับโรงเรียนในศตวรรษที่ 21 โดย ไนล์ พีและฟีลลดิ้ง อาร์ ตีพิมพ์โดย DesignShare.com] สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้คือในบทแรกที่กล่าวถึงการมองความแตกต่างของการเรียนรู้และความคิดของนักออกแบบ

ตัวอย่างที่ดีของแนวความคิดของพวกเขาคือ ในงานสร้างโรงเรียนส่วนใหญ่ของที่นี่ พวกเขาได้รวมแนวความคิดที่เรียกว่า “ที่ว่างข้างกองไฟ” เอาไว้ด้วย

นี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับแนวคิดในการจัดการที่ว่างในโรงเรียนซึ่งไม่เหมือนกันกับรอบกองไฟ สถาปนิกไม่ไดหมายความถึงแค้มป์ไฟจริงๆ แต่คือพื้นที่ว่างที่ครูและนักเรียนสามารถเข้ามาร่วมกันเพื่อทำกิจกรรมเหมือนที่เกิดขึ้นในค่ายรอบกองไฟ พวกเขาสามารถ(เปรียบเทียบว่า)มองดูดาวบนท้องฟ้าและจินตนาการถึงวิธีการแก้ปัญหาหรือครูสามารถใช้ที่ว่างตรงนี้เพื่อสะกิดถามนักเรียนให้แสดงความเห็นในเรื่องรอบตัว ให้ที่ว่างรอบกองไฟเป็นที่ที่ความอยากรู้ได้รับการตอบสนองและความใฝ่ฝันก่อตัวขึ้น

ผู้เขียนไม่คิดว่าการสร้าง “ค่ายรอบกองไฟ” ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนนั้นจะยาก ส่วนที่ยากคือการสร้างแรงบันดาลใจให้ครูนำวิธีการสอนนี้ไปใช้จริง

กลับมาที่ความเห็นของผู้เขียนเรื่องรูปแบบตึกเรียนมาตรฐาน การเรียนรู้โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลางไม่ใช่เรื่องของสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมหรือระกับขั้นของเทคโนโลยี แต่เป็นทัศนคติและวิธีการสอนของครูและทุกฝ่ายที่สนับสนุน

ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรครับ?

เกรก คาร์นดัฟฟ์

Categories
บทความ Opinion:World Education

(English) High Performing Schools: What’s the secret?

โรงเรียนชั้นนำ:

เคล็ดลับคืออะไร?

ทั่วทุกมุมโลก หลายประเทศกำลังพยายามที่จะทำให้โรงเรียนและระบบโรงเรียนมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ประเทศไทยเองก็ไม่เป็นข้อยกเว้น

เรารู้ว่าบางระบบโรงเรียนมีการดำเนินการดีกว่าที่อื่น และเรารู้ว่าโรงเรียนและระบบโรงเรียนที่ดีนั้นมีสิ่งที่เหมือนกันอย่างไร มันไม่มีความลับในด้านปัจจัยที่จะนำเราไปสู่การเป็นโรงเรียนและระบบการเยนการสอนที่ยอดเยี่ยม มันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลถ้าเราจะถามว่าในตารางหรือรายชื่อของโรงเรียนชั้นนำในผลสำรวจของสถาบันต่างๆ อะไรคือหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินว่ามันเป็นอย่างนั้น?

มีอยู่หลายวิธีที่ใช้ในการตัดสิน ประเทศส่วนใหญ่จะใช้ระบบการสอบวัดผลกลางระดับประเทศ  ส่วนมากในด้านความรู้หนังสือและการคำนวณ ยกตัวอย่างเช่นในประเทศไทยจะมีการสอบโอเนตซึ่งเป็นการวัดผลการศึกษาของโรงเรียนในระดับพื้นฐานที่เทียบกันทั่วประเทศ

ในระดับนานาชาติ มีเกณฑ์เปรียบเทียบสมรรถนะที่จัดทำโดยหลายองค์การ อย่างเช่นองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา [OECD] หลักสูตรการประเมินผลนักเรียนนานาชาติของ OECD (PISA) สามารถใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบระหว่างระบบ และระหว่างประเทศ

ข้อประเมินของ PISA จะตรวจสอบในคำถามอย่างเช่น:

  • นักเรียนเตรียมพร้อมสำหรับปัญหาในอนาคตดีหรือยัง?
  • นักเรียนสามารถวิเคราะห์, ให้เหตุผลและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่?
  • นักเรียนมีความสามารถที่จะเรียนรู้ต่อเนื่องไปตลอดชีวิตหรือไม่?

การสำรวจของ PISA จัดขึ้นเพื่อตอบคำถามเหล่านี้ผ่านการสำรวจข้อมูลจากเด็กอายุ 15 ปีในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ทุกสามปีจะทำการประเมินว่านักเรียนที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาภาคบังคับนั้นได้รับความรู้และทักษะอะไรที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในสังคม หัวข้อคำถามจะเกี่ยวข้องกับภาษา, การคำนวณและวิทยาศาสตร์ และที่เพิ่มขึ้นมาในปัจจุบันคือ ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิตอล

อีกแหล่งข้อมูลหนึ่งเกี่ยวกับการดำเนินการของโรงเรียนได้มาจากองค์การเพื่อการวิจัย อย่างเช่นบริษัทวิจัยเพื่อสังคมแมคคินซีย์และสถาบันกราทันของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

การวิจัย [2549 – 2553] ในระบบโรงเรียนมัธยมที่มีประสิทธิภาพ โดยแมคเคนซีย์แอนด์คอมปานี รวบรวมจากโรเรียนมัธยม 25 แห่งทั่วโลก ผลการวิจัยถูกตีพิมพ์ในรายงาน – โรงเรียนชั้นนำก้าวขึ้นมาได้อย่างไร [มีนาคม 2551]

มันเป็นไปได้ที่จะเผยแพร่ข้อมูลว่าอะไรที่ทำให้บางโรงเรียนได้รับการจัดอันดับว่าเป็นโรงเรียนที่ดีและในกลุ่มโรงเรียนระดับสูงด้วยกัน อะไรคือสิ่งที่ทำให้บางโรงเรียนมีประสิทธิภาพดีกว่าที่อื่น

โรงเรียนที่กำลังจะปรับปรุงการเรียนการสอนของตนสามารถใช้ผลการวิจัยนี้เป็นแหล่งอ้างอิงและประยุกต์ใช้กับโรงเรียนของตน

ในขณะที่มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ เป็นต้นว่าขนาดของชั้นเรียน, บุคลากร, งบประมาณและอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การวิจับแสดงให้เห็นว่ามีหนึ่งปัจจัยที่เด่นชัดกว่าข้ออื่นๆ สิ่งนั่นก็คือคุณภาพของอาจารย์ในโรงเรียน

มีหลักสำคัญสามประการในการให้โรงเรียนได้มีครูผู้สอนที่มีประสิทธิภาพ:

  • ให้คนที่เหมาะสมมาทำหน้าที่ครู
  • พัฒนาครูผู้สอนใหม่ๆให้กลายเป็นผู้แนะนำการสอนที่มีประสิทธิภาพ
  • พัฒนาระบบให้สามารถพัฒนาครูที่ดีที่สุดได้สำหรับเด็กทุกคน

รายงานของแมคเคนซีย์พบว่าใน 25 โรงเรียนตัวอย่าง ปัจจัยสามประการนี้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอนได้ในทุกโรงเรียน

มีการศึกษาอื่นสนับสนุนในข้อนี้อีก

ปี 2554 สถาบันกราทตันรายงาน เรียนรู้จากสิ่งที่ดีที่สุด [http://www.grattan.edu.au] ทดสอบในสี่ประเทศที่มีระบบโรงเรียนดีที่สุดในเอเชีย – สิงคโปร์, เซี่ยงไฮ้, เกาหลีใต้และฮ่องกง

ที่นักวิจัยต้องการทราบคือ: ทำไมประเทศเหล่านี้จึงก้าวหน้าเร็วกว่าประเทศอื่นๆ?

คนทั่วมากคิดว่าการศึกษาในทวีปเอเชียนั้นมีประสิทธิภาพในเฉพาะบางประเทศ แต่หลักฐานนี้จะหักล้างกับความเชื่อเหล่านั้น ในสี่ประเทศนี้ ประสิทธิภาพของการศึกษามาจากยุทธศาสตร์การดำเนินการด้านการศึกษาที่ได้ผลซึ่งเน้นหนักในด้านการดำเนินการในการพัฒนาหลักสูตรที่พัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง

ในระยะเวลาเพียงห้าปี ฮ่องกงขยับจากลำดับที่ 17 มาสู่ลำดับที่ 2 จากรายงานการศึกษาความก้าวหน้าของการอ่านออกเขียนได้นานาชาติ (PIRLS) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การปฏิรูปการศึกษาในสี่ประเทศทำให้จำนวนประชากรที่อ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความสำเร็จไม่อาจมองเห็นได้จากสิ่งที่มักเห็นว่าเป็นการเน้นย้ำด้านการท่องจำอย่างที่มักสอนกันในประเทศในเอเชีย เด็กเรียนที่พึ่งพาการเรียนแบบท่องจำมีผลคะแนนที่ไม่ดีนักในการสอบของ PISA เพราะการประเมินของ PISA เน้นหนักด้านกระบวนการสร้างความรู้และความสามารถในการแก้ปัญหา ทักษะเหล่านี้ไม่อาจมีได้จากการท่องจำ การท่องจำเพื่อไปทำข้อสอบจะทำให้ได้คะแนนน้อยกว่าในการสอบ PISA นอกเหนือจากนั้น การวิจัยนานาชาติแสดงให้เห็น ยกตัวอย่างเช่น การเรียนในชั้นเรียนที่ฮ่องกงนั้นเน้นหนักที่การให้เหตุผลแบบนิรนัยกับเนื้อหาที่ทันสมัยมากขึ้น

ผู้ดูแลด้านนโยบายการศึกษาของไทยสามารถใช้รายงานของกราททันในสี่ประเทศดังกล่าวเป็นตัวอ้างอิง ผู้ที่ศึกษาจะสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าการปฏิรูปการศึกษาในสี่ประเทศเหล่านั้นมีหนึ่งหรือหลายอย่างที่คล้ายกันอยู่คือ;

–           มีการจัดการศึกษาครูที่มีประสิทธิภาพ ในสิงคโปร์นักศึกษาจะได้รับเงินเดือนระหว่างการเรียนวิชาชีพครู รัฐบาลมีอำนาจเด็ดขาดในการสั่งปิดสถาบันการศึกษาที่ไม่มีประสิทธิภาพ

–           จัดหาที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาการเรียนและการสอนอย่างต่อเนื่อง ในเซี่ยงไฮ้ ครูทุกคนจะมีที่ปรึกษา และครูจบใหม่จะมีที่ปรึกษามากกว่าหนึ่งคนคอยดูแลและให้คำแนะนำในการสอนของครู

–           มองครูในฐานะนักวิจัย ในเซี่ยงไฮ้ครูจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มวิจัยที่พัฒนาและประเมินผลการสอนอย่างต่อเนื่อง ครูไม่สามารถของวุฒิที่สูงขึ้นได้หากไม่เคยมีผลงานตีพิมพ์ในสื่อสาธารณะ

เรื่องท้าทายของประเทศไทยคือการมองดูประเทศเหล่านั้นและคิดค้นว่าสิ่งใดที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม ซึ่งนั่นก็เหมือนกับที่สิงคโปร์, เกาหลีใต้, เซี่ยงไฮ้และฮ่องกงเคยทำมา

ประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

Categories
Featured Articles การแสดงความคิดเห็น Opinion:Thai education Opinion:World Education

หัวใจสำคัญ

หัวใจสำคัญ

12 มีนาคม 2555

บทวิจารณ์นี้ตั้งชื่อว่า “หัวใจสำคัญ” คือชื่อของบทเพลงอันโด่งดังจากฝีมือของดอน เฮนลีย์ แห่งวง ดิ อีเกิ้ล และอย่างที่มักเกิดขึ้นเสมอ เนื้อร้องและทำนองของเพลงนี้พูดถึงพวกเราจริงๆ สิ่งที่ผู้เขียนจะมุ่งประเด็นไปในที่นี้ คือเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา แต่สิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะกล่าวถึงนั้นได้พาให้ผู้เขียนนึกไปถึงชื่อเพลงของบทเพลงรักที่งดงามซึ่งถูกขับร้องไว้อย่างไพเราะโดยดอน เฮนลีย์และนักร้องท่านอื่นๆ แม้ว่าเนื้อหาหลักของบทเพลงจะแตกต่างจากงานของเราและบทความนี้ ชื่อเพลงนี้กลับเกี่ยวข้องกับเหตุผลการมีอยู่ของเว็บไซท์นี้อย่างแท้จริง

เว็บไซท์ SCL ประเทศไทยสร้างขึ้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้บริหารและอาจารย์ผู้สอนในโรงเรียนในประเทศไทยให้เดินหน้าเกิดความเคลื่อนไหวมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สู่การตระหนักถึงการให้การเรียนรู้โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลางเป็นบรรทัดฐานของการเรียนรู้ในโรงเรียนของประเทศไทย จุดมุ่งหมายนี้ถูกบัญญัติไว้ในพระราบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าพรบ.นี้ไม่ได้กำหนดวันที่เอาไว้สำหรับการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่นี้

น่าจะดีกว่าไหมหากจะมีการกำหนดวันเอาไว้ให้เป็นที่รับรู้ทั่วกันสำหรับเป้าหมายสำคัญเช่นนี้? นั่นเป็นคำถามที่มีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุน

กลับเข้ามาสู่ “หัวใจสำคัญของเรื่อง” ของเรา ตอนนี้คือเดือนมีนาคม 2555 สิบสามปีให้หลังนับจากพระราชบัญญัติประกาศใช้ ผู้เขียนเขียนไว้ในบทความก่อนหน้า (มกราคม 2555) เกี่ยวกับความจำเป็นสำหรับนักปฏิรูปการศึกษาที่จะตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปอย่างช้าๆ นี่ย่อมเป็นผลเนื่องมาจากความเชื่องช้าของกระบวนการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินการสร้างการเรียนรู้โดยนักเรียนเป็นศูนย์กลางในประเทศไทย

บางที สัญญาณหรือข้อบ่งชี้ถึงความไม่คืบหน้านี้คือการยึดติดอยู่กับระบบการสอบในโรงเรียนในประเทศไทย แต่ละปี เด็กนักเรียนจะง่วนอยู่กับการสอบปลายภาคการศึกษา มองเผินๆแล้วนี่ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่มีคำถามบางข้อขึ้นมาว่า จริงๆแล้วเด็กนักเรียนคนไหนบ้างที่ต้องเตรียมตัวเพื่อการสอบ? คำตอบคือ: นับตั้งแต่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไปจนถึงนักเรียนชั้นมัธยม 6

สิ่งนี้นำไปสู่คำถามถัดไป เด็กประถมหนึ่งจะเตรียมตัวในการสอบอย่างไร? เนื้อหาที่ออกสอบมีอะไรบ้าง? อีกหนึ่งคำถามสำคัญคือ – ทำไมถึงต้องมีการสอบสำหรับเด็กที่เล็กขนาดนั้นด้วย? อีกหนึ่งข้อที่สำคัญคือ – สอบแล้วได้อะไร?

ผู้เขียนถามคำถามเหล่านี้ด้วยความหวังว่ามันจะกระตุ้นให้เกิดการแสดงความคิดเห็นขึ้นในที่แห่งนี้ การให้ความสำคัญกับการสอบวัดผลขัดแย้งกับวิถีทางประเมินความก้าวหน้าของนักเรียนในระบบการศึกษาที่นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนและการสอน

ในการศึกษาแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจะให้ความสำคัญเพียงเล็กน้อยกับการประเมินผล – นี่อาจเป็นเรื่องจริงสำหรับโรงเรียนในประเทศไทยทุกวันนี้- การสอบไม่สำคัญนัก แม้ว่าผู้เขียนจะกังขาว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นก็ตาม

แล้ว “หัวใจสำคัญ” ล่ะ?

จะให้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ”หัวใจสำคัญ” ในทางการศึกษานั้นคือ : ในใจกลางของชั้นเรียน, โรงเรียน, ระบบการศึกษา.และการจัดอันดับผลการดำเนินการทางการศึกษาของประเทศในระดับนานาชาติ ก็คือครูซึ่งเป็นผู้ที่มีผลมากที่สุดต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน มีงานวิจัยมากมายเป็นข้อสนับสนุนเกี่ยวกับประเด็นนี้ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ที่ที่เราจะมาพูดกันถึงหลักฐานทางการวิจัย บางทีหลักฐานที่ดีที่สุดของบทบาทสำคัญของครูอาจเป็นการศึกษาจากระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของเอเชียและมาสำรวจถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้น

สี่ประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกในทวีปเอเชีย ได้แก่ฮ่องกง, เกาหลี. เซี่ยงไฮ้ และสิงคโปร์  หลักสูตรการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ(PISA) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปี 2552 ได้ยกตัวอย่างให้เห็น เช่นในวิชาคณิตศาสตร์ เด็กนักเรียนอายุ 15 ปีของเซี่ยงไอ้ มีความสามารถสูงกว่าเด็กนักเรียนที่อายุเท่ากันในออสเตรเลียหรืออเมริกาไปสองถึงสามปี

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ระบบการศึกษาในสี่ประเทศเหล่านี้มีความก้าวหน้าเหนือกว่าระบบของประเทศอื่นๆในเอเชีย และทำให้ประเทศเหล่านั้นก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก

สถาบันกราทตันจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นในออสเตรเลียพยายามทำการศึกษาระบบทั้งสี่นี้เพื่อค้นหาคำตอบ พวกเขานำเสนอผลการค้นคว้านี้ในรายงานสำคัญ – ตามให้ทัน: เรียนรู้จากระบบโรงเรียนที่ดีที่สุดของเอเชียตะวันออก [http:www.grattan.edu.au]

สิ่งที่สถาบันค้นพบ:

คนทั่วโลกเห็นด้วยเพิ่มขึ้นว่าอะไรที่เหมาะสมกับโรงเรียน

เนื้อหาของการวิจัยแสดงให้เห็นถึงข้อพื้นฐานของระบบการศึกษาขั้นสูง

ระบบนั้น:

–           ให้ความสำคัญว่าอะไรได้ผลและอะไรไม่ได้ผล พวกเขาเข้าร่วมการฝึกฝนในระดับสากล ให้ความเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดกับวิธีการวัดผลความสำเร็จ, และเข้าในสภาพและความต้องการของตนเอง

–           เห็นคุณค่าของครูและเข้าใจว่าอาชีพนี้มีความซับซ้อน ให้ข้อจูงใจผู้สมัครที่มีคุณภาพสูง ให้เขาเหล่านั้นทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนที่มีประสิทธิภาพและสร้างโครงสร้างรายได้อาชีพที่ตอบสนองกับการสอนที่ดี

–           ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของครูให้ตอบสนองต่อการเรียนรู้นั้น ครูจะได้รับความรู้เพื่อจะเข้าใจลักษณะและกระบวนการของการเรียนรู้ของเด็ก, การให้คำปรึกษา, การสังเกตชั้นเรียน และคำแนะนำที่สร้างสรรค์ก็จะสร้างครูที่มีความเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ทั้งสี่ระบบการศึกษาชั้นนำของเอเชียตะวันออกใช้ได้ผล ได้แนะนำหนึ่งหรือหลายข้อต่อไปนี้

โดยทั่วไป โรงเรียนเหล่านั้น:

–           จัดการอบรมวิชาชีพครูที่มีคุณภาพ ในสิงคโปร์ นักศึกษาจะได้รับเงินเดือนในระหว่างที่อบรม ในประเทศเกาหลีการประเมินของรัฐบาลสามารถสั่งปิดหลักสูตรการอบรมครูที่ไม่มีประสิทธิภาพได้

–           มีที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้และการสอนอย่างต่อเนื่อง ในเซี่ยงไฮ้ ครูทุกคนจะมีที่ปรึกษา และครูจบใหม่จะมีที่ปรึกษามากกว่าหนึ่งคนที่จะคอยดูแลและให้ความเห็นในการสอนของครูจบใหม่

–           มองครูในฐานะนักวิจัย ในเซี่ยงไฮ้ครูเป็นส่วนหนึ่งของคณะวิจัยเพื่อการพัฒนาและประเมินวิธีการสอนใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ครูไม่สามารถเพิ่มวิทยฐานะของตนเองได้หากปราศจากการพิมพ์เผยแพร่ผลงาน

–           ใช้การเยี่ยมชมห้องเรียน ครูทุกคนจะไปเยี่ยมชมชั้นเรียนอื่นเป็นประจำ ให้ข้อคิดเห็นที่จะช่วยในการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนในชั้นเรียนของแต่ละคน

–           เลื่อนตำแหน่งให้แก่ครูที่มีคามสามารถและมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบมากกว่าเดิมในการเรียนและการสอน หัวหน้าครูจะรับผิดชอบส่วนงานพัฒนาการสอนทั้งระบบ

หลักสำคัญที่โรงเรียนเหล่านั้นใช้: ในฮ่องกง ความสำคัญของการสอบถูกมองข้าม ในสิงคโปร์ หลักสูตรการเรียนของครูถูกปรับปรุงใหม่โดยให้ความสำคัญมากขึ้นกับการฝึกสอนการจัดการชั้นเรียนจริงและวิธีการสอนในพร้อมกัน โดยการลดลงในส่วนปรัชญาและหัวข้ออื่นที่เกี่ยวข้องในหลักสูตร ที่สิงคโปร์ ครูฝึกสอนจะได้รับเงินเดือนเทียบเท่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ และที่เซี่ยงไฮ้มีการลดชั่วโมงการสอนของครูลงเพื่อให้พวกเขามีเวลาทำงานกับที่ปรึกษาครูมากขึ้น

แต่สิ่งสำคัญคือ ในแต่ละระบบเหล่านี้ นโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลจะเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเงื่อนไขการทำงานของครู, การเรียนรู้อย่างผู้เชี่ยวชาญและเส้นทางอาชีพ

ในโอกาสหน้าเราจะศึกษาระบบการศึกษาเหล่านี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ผู้เขียนนึกสงสัยว่านักปฏิรูปในสิงคโปร์, ฮ่องกง, เกาหลีและเซี่ยงไฮ้ เคยนึกถึงประเทศไทยบ้างหรือไม่?

วิธีใดก็ตามที่ โยการวิจัยและการทดสอบ หัวใจหลักสำคัญของการพัฒนาระบบการศึกษาคือตัวอาจารย์ ในหนังสือ ทำไมถึงไม่เอาโรงเรียนที่ดีที่สุด? [ACER Press, Camberwell, ออสเตรเลีย, 2008] ของไบรอัน คาดเวล เขาได้เขียนไว้ในบทหนึ่งเพื่อแสดงว่าคุณภาพของโรงเรียนไม่มีทางเกินไปกว่าคุณภาพของครูในโรงเรียน

มันก็คือในที่นี้ ประเทศไทยต้องมีการก้าวกระโดดเพื่อให้ครูในประเทศมีการฝึกฝนและได้รับการสนับสนุนในทางที่จะช่วยให้ประเทศบรรลุถึงเป้าหมายของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ระบบการศึกษาของไทยสามารถก้าวหน้าได้เทียบเท่าระบบการศึกษาของสี่ประเทศในเอเชียที่ได้กล่าวถึงไว้ในบทความนี้ แต่ในความคิดของผู้เขียนเราต้องมองดูอย่างลึกซึ้งว่าประเทศเหล่านั้นทำอย่างไรจึงทำให้การปฏิรูปการศึกษาพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว สิ่งนั้นน่าจะกระทำได้เช่นกันในประเทศไทย

Greg Cairnduff

รักษาการณ์บรรณาธิการ

Categories
Featured Articles การแสดงความคิดเห็น Opinion:Thai education Opinion:World Education

การเปลี่ยนแปลงของเวลา…. การเปลี่ยนแปลงของการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21

ก้าวของการเปลี่ยนแปลงในโลกทุกวันนี้คือลักษณะของชีวิตประจำวันในศตวรรษที่ 21

 

นักการศึกษาที่เคยอยู่ในโรงเรียนเมื่อ 30 ปีที่แล้วจะจำได้ถึงการทำนายถึงการเข้ามาของคอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวัน เป็นไปได้ว่าน้อยคนที่จะตระหนักจริงๆถึงผลกระทบรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีต่อชีวิตประจำวัน แต่การเข้ามาของคอมพิวเตอร์เป็นอะไรบางอย่างที่ถูกจับตามองจากคนจำนวนมากเนื่องจากผู้คนมองว่าจะมีโอกาสทางด้านสังคมและเศรษฐกิจที่จะมาถึงพร้อมกับการแพร่กระจายของเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีการพูดคุยกันถึงบทบาทของคอมพิวเตอร์ที่เข้ามาทำงานแทนทำให้คนมีเวลาว่างมากขึ้น บางหน่วยงานถึงกับบรรจุ “การศึกษาเพื่อการพักผ่อน” ขึ้นในหลักสูตร

ผู้เขียนเดาว่าคำถามที่ยังคงอยู่คือ การเข้ามาของคอมพิวเตอร์เป็นธุรกิจที่จำเป็นและเครื่องมือจำเป็นในงานธุรกิจและครัวเรือนที่นำมาซึ่งเวลาว่างที่เพิ่มขึ้น หลายคนจะสงสัยว่ามันจริงหรือไม่

แต่สึ่งหนึ่งที่เป็นจริงเกี่ยวกับการคาดการณ์การเข้ามาของยุคเทคโนลีการสื่อสารในยุค 70 คือ ในศตวรรษที่ 21เทคโนโลยีดิจิตอลแทรกซึมเข้ามาในหลาย ๆ ด้านของชีวิตประจำวัน มันง่ายต่อการแสดงรายการการเปลี่ยนแปลงมากมายในชีวิตส่วนตัวและการทำงานที่มีอันเป็นผลมาจากเทคโนโลยีสารสนเทศที่แพร่หลาย แต่สิ่งเหล่านี้จะเห็นได้ชัดเจนแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงที่นี่
สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากที่มีความสำคัญสำหรับนักการศึกษาที่จะเข้าใจคือการก้าวอย่างรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงในชีวิตการทำงานและการทะลักของความรู้ที่ได้มาในปีที่ผ่านมาระหว่างทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ผ่านมาและในวันนี้

เด็กๆที่เกิดมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 21 ถือเป็น ประชากรยุคดิจิตัล ซึ่งเติบโตขึ้นมาในโลกที่พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยีรอบตัว

แล้วครูของเด็กๆเหล่านี้ล่ะ?

มีไม่มากนักที่เป็นประชากรยุคดิจิทัล ส่วนมากแล้วจะถือเป็น ผู้อพยพยุคดิจิทัลมากกว่า พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตและทำงานให้ได้ในยุคสมัยของเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือที่มีอายุเป็นตัวแบ่งให้ไม่อาจเข้าใจได้ง่ายกันทั่วถึงทุกคน ครูเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเพียงแค่คนบางส่วนเท่านั้นนั้นที่มีไหวพริบมากพอจะเรียนรู้ภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาแม่ที่ตนใช้อยู่ หลักการเดียวกับที่ว่าเพียงบางกลุ่มบางคนเท่านั้นที่มีความสามารถที่จะเรียนรู้ “ภาษา” ของยุคดิจิตัลได้มากพอจะเข้าใจที่จะทำให้เครื่องมือเหล่านั้นเหมาะสมสำหรับครู

ลองนึกถึงเหตุการณ์สมมุติว่า ครูมัธยมคนหนึ่งไม่รู้จักวิธีใช้อีเมลล์ ไม่สามารถค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ทได้ ใช้สไกป์ไม่เป็น ไม่รู้จักเฟสบุ้ค ครูคนนั้นจะสามารถเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของนักเรียนที่ครูคนนั้นสอนอยู่ได้อย่างไร ครูคนนั้นจะเข้าใจโลกของนักเรียนของตนได้อย่างไร และสุดท้าย ครูจะรู้จักนักเรียนของตัวเองมากพอที่จะสามารถสอนเด็กคนนั้นได้อย่างไร?

ครูเหล่านั้นก็เหมือนกับครูที่ถูกจ้างให้สอนภาษาต่างประเทศให้เด็ก ในขณะที่จริงๆแล้วครูคนนั้นไม่สามารถพูดภาษานั้นได้ด้วยซ้ำ ครูถูกผลักให้เข้าไปอยู่ในสถานณการณ์ที่เป็นไปไม่ได้โดยผู้จัดทำหลักสูตรที่นำเข้ามาโดยไม่มีการพัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถในภาษาใหม่นี้ก่อน

คุณรู้จักครูแบบนี้บ้างไหม? เคยทำงานร่วมกับอาจารย์เหล่านี้หรือเปล่า? ชั่วโมงเรียนของพวกเขาเป็นอย่างไร? ความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนเป็นอย่างไร?

ผู้เขียนค่อนข้างมั่นใจว่า ในประเทศไทย เราสามารถพบครูเหล่านี้ได้ทั่วไปในโรงเรียน

คุณครูผู้ไม่อาจปรับตัวเข้ากับยุคสมัยใหม่ได้ไม่ควรต้องถูกตัดสินว่าผิดหรือถูกมองข้าม พวกเขาควรและต้องได้รับการช่วยเหลือทุกด้านเท่าที่จะเป็นไปได้จากเพื่อนร่วมงานและผู้บัญชาการเพื่อให้พวกเขามีความมั่นใจที่จะให้เทคโนโลยีสารสนเทศข้ามาปรับปรุงการเรียนการสอน

ตรงข้ามกับตัวอย่างข้างบนเกี่ยวกับผู้ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัล นักเรียนผู้เป็นประชากรยุคดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 ควรได้รับวิธีการสอนและหลักสูตรวิชาที่เหมาะสมกับโลกและเวลาในยุคของเขา ความต้องการนี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยผู้ดูแลหรือรัฐบาลอย่างเช่นตัวอย่างเรื่องการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่ยกมาก่อนหน้า มันมาจากการขยายตัวของเทคโนโลยีสารสนเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ดังนั้นรัฐจำเป็นต้องจัดการระบบการศึกษาของประเทศเพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนี้

ในกรณีของประเทศไทย รัฐบาลกำลังอยู่ในขั้นเริ่มต้นจากนโยบาลมอบแท้ปเล็ตให้กับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมสำหรับก้าวใหญ่ของการจัดหาเครื่องมือดิจิตอลที่สำคัญให้กับนักเรียนไทย

การพัฒนาในขั้นต่อไปจากจุดนี้จะไม่สามารถบรรลุผลขั้นสูงสุดได้หากปราศจากขั้นตอนการฝึกสำหรับครูให้สามารถใช้เครื่องมือนี้ได้ หากทำได้มันจะเป็นตัวสนับสนุนสำคัญสำหรับการศึกษาแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในประเทศไทย

SCLประเทศไทยจะจับตาดูการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้และให้รัฐบาลเดินหน้าขั้นต่อไปกับนโยบายนี้

Categories
การแสดงความคิดเห็น Opinion:World Education

Education of the Future:Word of Caution

Discovery Learning and Individualized Teaching: The Vision of Schools for Life

by Jurgen Zimmer, Ph.D.

Some schools can be heard from far off: the teacher loudly speaks phrases, the whole class answers as one. Old-fashioned schools of this kind are to a large degree products of the colonial era, their classroom teaching methods still reflecting the spirit of the 19th and early 20th centuries. Teachers concentrate on covering each small portion of the fixed curriculum, and try not only to tame the horde of young lions in the class, but also bring them all to do the same thing at the same time. The style of mechanical learning employed is the most unsuitable conceivable for making sense of interrelationships, retaining what one has learned (even after the next exam), and applying knowledge gained. This is where a disastrous vicious circle of dequalification must be broken: insufficiently trained teachers behave like slaves to a detailed prescribed curriculum and force their students to reduce the great diversity of learning and experience down to the learning of textbooks by heart. When this mechanical system, which clearly contradicts the fundamental discoveries of modern learning theories, is then further underpinned by frequent tests and exams, one could even maintain that such a school is in the position of actually mutilating the qualifying potential of the next generation. Good test results achieved within this mechanism reveal very little about the ability to retain what one has learned, or creatively apply it in any given real situation.

Frontal class teaching will hopefully be a seldom occurrence in the Schools for Life. Instead, relying on the knowledge gained in modern learning theory, a researching, discovering, active kind of learning is favored. Learning will take place individually or in small teams, and the biography and learning background of every child will be taken into account. In contrast to repetitive learning which takes place within parameters of false security (where problem presentation, solution route, and solution itself are always already known beforehand), here the learning processes are of a much more open nature. Naturally there will still be some ‘right’ and ‘wrong’ answers. But in real-life situations there are often a number of different options which have to be compared and considered before making a decision. In any case, learning in connection with entrepreneurship also means learning how to think strategically while dealing with uncertainties, practicing to take calculated risks.

There is a veritable arsenal of teaching methods and forms of pedagogical organization that serve these goals: teaching in small groups, learning and acting in projects, open or informal education, orienting the time frame to the task at hand and the current project (and not the other way around), team teaching, mixed-aged groups and cross-generational learning (where it makes sense to do so). Classrooms can be transformed into learning workshops.

At the same time, the limits of traditional school spaces will be dissolved: all the students will work with laptops and personal computers, and be able to communicate directly with teachers and other students electronically. Everyone will have access to libraries all over the world. In this interactive learning development, the concept of “classroom” will surpass the traditional classroom. In developing their projects, students will also be able to make use of multimedia designs, computer assisted drafting, the information highway, and graphic and desktop publishing tools.