Categories
บทความ

ระบบการศึกษาของประเทศไทยควรส่งเสริมการเรียนการสอนแบบทวิภาษา

ภาษาถิ่นที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์และมีความสวยงามที่นอกจากจะใช้สื่อความหมายกับบุคคลที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันให้เข้าใจตรงกันแล้ว  ภาษาถิ่นยังมีความโดดเด่นเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นที่สะท้อนถึงความหลากหลายด้านภาษาของประเทศที่สมควรได้รับการยอมรับจากทุกคน  บ่อยครั้งที่เมื่อมีการใช้ภาษาถิ่นแล้วถูกมองว่าเป็นเรื่องตลก แม้แต่ภาษา ยาวีซึ่งเป็นภาษาแม่ของผู้เขียนยังถูกละเลยในระบบการศึกษาของประเทศไทยไปเป็นเวลานานทั้งๆที่มีการศึกษาวิจัยพบว่าการเริ่มต้นฝึกอ่านให้กับเด็กที่จะเริ่มเรียนภาษาที่สองโดยการฝึกอ่านภาษาแม่ก่อนนั้นได้ผลมากกว่าเริ่มเรียนโดยใช้ภาษาที่สองทันที
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้มีการสำรวจข้อมูลการใช้ภาษาของนักเรียน  ครู  และชุมชน จาก 21 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  ใน 9 จังหวัดตามแนวชายแดน เมื่อปีงบประมาณ 2551  พบว่า นักเรียนใน 9 จังหวัด มีการใช้ภาษาถิ่นแตกต่างกันกว่า 30 ภาษา มีโรงเรียน 940 โรง  จากจำนวนโรงเรียนทั้งหมด 3,721 โรง หรือร้อยละ 25.26 ที่นักเรียนใช้ภาษาถิ่นอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน  เกินกว่าร้อยละ 50 ซึ่งบางโรงเรียนนักเรียนใช้ภาษาถิ่นเดียวกัน บางโรงเรียนนักเรียนใช้ภาษาถิ่นแตกต่างกัน 4-5 ภาษา และภาษาถิ่นแต่ละภาษานั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น ภาษาม้ง  ภาษาเย้า ภาษามูเซอ ภาษาพม่า ภาษาจีน และ ภาษายาวี เป็นต้น
แม้ว่าเด็กและเยาวชนตามแนวตะเข็บชายแดนและในพื้นที่ห่างไกล  ได้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนมากขึ้น  แต่เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยกับการใช้ภาษาถิ่นซึ่งเป็นภาษาแม่ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน  จึงมักมีปัญหาและอุปสรรคในการเรียนรู้มากกว่าเด็กในพื้นที่อื่น ๆ ที่ใช้ภาษาไทย
จากการสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการพบว่ากลุ่มนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ ได้แก่กลุ่มนักเรียนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนและไม่ได้ใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน ครอบครัวมีพื้นฐานทางการศึกษาต่ำและมีฐานะยากจน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของระบบการศึกษาไทยที่ปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้  ผู้เขียนเห็นว่าการที่รัฐบาลมองไม่เห็นความสำคัญของระบบทวิภาษาของการเรียนรู้ของนักเรียน จะทำให้รัฐสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่จำเป็นในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆของสมาชิก ASEAN อย่างน่าเสียดาย

คราวหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าประชุมร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายถาบันการศึกษา ดำเนินการโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ จากสถาบันภาษาและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับทราบจากที่ประชุมว่าจะมีโครงการนำร่องโรงเรียนทวิภาษาสำหรับ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ สตูล  จังหวัดละ 1 โรงเรียน โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ให้โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการใช้ภาษาถิ่นและภาษาไทยในการเรียนการสอน โดยเด็กจะเริ่มเรียนโดยการใช้ภาษาถิ่นก่อนแล้วค่อยๆเติมภาษาไทยเข้าไปทีละน้อยอันเป็นการเชื่อมโยงการเรียนรู้(Learning Transition)ในการเรียนภาษาไทยต่อไป

โปรแกรมทวิภาษา สามารถช่วยให้กระบวนการเรียนการสอนที่มีความไวต่อบริบททางวัฒนธรรมและภาษาของเด็ก  นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ภาษาแม่และวัฒนธรรมของเด็กให้ได้รับการยกย่อง ในบริบทของผู้เขียนเอง ในจังหวัดยะลาเราพูดภาษายาวีที่บ้านและมีความภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาวมุสลิม ของเรา ดังนั้นหาก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายของประเทศเห็นคุณค่าและเคารพวัฒนธรรมของเรา ได้บรรจุ ภาษาและวัฒนธรรมของเราในหลักสูตรการศึกษา ผู้เขียนแน่ใจว่าจะเกิดผลดีเช่นเดียวกับโครงการที่ได้ดำเนินไปแล้วกับชนหลายกลุ่มบนพื้นที่สูงที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือของประเทศของเรา

การพัฒนาโปรแกรมให้กับโรงเรียนทวิภาษาตามแนวชายแดนของประเทศไทย โดยใช้โครงการทวิภาษา นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างจากกระบวนการที่ใช้กับเด็กที่ใช้ภาษาไทยกลางในการสื่อสาในชีวิตประจำวันและที่บ้าน ผู้เขียนเชื่อว่า เด็กจะไม่สามารถจะพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ถ้าไม่ได้ใช้ภาษาที่ เด็กมีความคุ้นเคย และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเริ่มต้นการเรียนรู้ของเด็กในการอ่านและการแก้ปัญหาโดยใช้ภาษาแม่ของพวกเขา

One reply on “ระบบการศึกษาของประเทศไทยควรส่งเสริมการเรียนการสอนแบบทวิภาษา”

Jacksays:

This is an important article and a long overdue recognition that respect for and attention to the culture and language of the people of the three southern most provinces of Thailand will go a long way to bringing peace and stability and economic prosperity. Thanks for writing this article. Jack

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *