Categories
บทความ Featured Articles

เราควรสอนอะไรให้กับเด็กๆของเราในศตวรรษที่ 21 : เพื่อเข้าถึงการเรียนรู้แบบมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดย ดร. ปีเตอร์ เจ. โฟลีย์

ถ้าจะลองพูดตามประโยคหาเสียงอันโด่งดังของประธานาธิบดีคลินตันที่ว่า “ต้องเศรษฐกิจสิ” คำตอบของผู้เขียนว่าเราควรสอนอะไรให้แก่นักเรียนในศตวรรษที่ 21 ก็จะเป็น “ต้อง 3R’s สิ” (ได้แก่ การอ่าน Reading การเขียน wRiting และการคำนวณ aRithmetic – ผู้แปล)

ผู้เขียนไม่ได้หมายความถึงเรื่องที่นักการศึกษาอนุรักษ์นิยมพูดถึงบ่อยๆในระยะนี้ที่ระบบการศึกษากำลังพัฒนาว่า ระบบการศึกษาสมควรกลับไปที่วิธีพื้นฐาน คือนักเรียนต้องเรียนอ่านและคำนวณ ผู้เขียนยังคงเชื่ออย่างหนักแน่นว่าเด็กควรได้รับการปลูกฝังเรื่องการอ่านตั้งแต่ยังเล็ก –หมายถึงตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนชั้นประถม- ผู้เขียนตระหนักดีถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายของ “ผลกระทบของแมทธิว” ที่ซึ่ง นักเรียนที่ไม่มีทักษะการอ่านที่เพียงพอในช่วงปีแรกของการเรียนชั้นประถมมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างยากที่จะตามทัน อย่างไรก็ดี หนังสือแบบเรียนหัดอ่านสำหรับเด็กที่เลิกใช้ไปแล้วอย่าง “ดิ๊กและเจน” ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของยุคสมัยของศตวรรษที่ 21 ที่ซึ่งเรากำลังเผชิญกับปัญหาอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก, การคุกคามของมหันตภัยนิวเคลียร์ และมลภาวะทางน้ำและอากาศที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างชาญฉลาดด้วยข้อตกลงร่วมกัน

ดังนั้นผู้เขียนจึงไม่เห็นด้วยกับการที่เราเพียงแค่สอนให้นักเรียนอ่านเขียนและคิดเลขเป็น จุดยืนของผู้เขียนคือการที่นักเรียนต้องได้รับการแนะนำดูและให้สามารถตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบทั้งด้วยตัวเองและร่วมกับผู้อื่น ดังนั้นนักเรียนที่อ่าน ดิ๊กและเจน จะต้องได้รับการชี้แนะเพื่อที่จะตั้งคำถาม “เจนวิ่งไปที่ไหนและวิ่งไปทำไม? ทำไมเธอไม่เดินแทน? ทางที่เจนวิ่งไปเป็นอย่างไร? มันปลอดภัยไหม? เจนหน้าตาเป็นอย่างไร? เธอมีความสุขไหม?” ได้ หลังจากคิดถึงคำถามเหล่านี้ เด็กสมควรที่จะสามารถดึงตัวเองหรือเพื่อนเพื่อคิดหาคำตอบของข้อสงสัยเหล่านั้นได้ เช่นเดียวกับการฝึกฝนเพื่อแก้ปัญหาในชั้นเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ควรจะมีพื้นฐานอยู่ในชีวิตประจำวันของนักเรียน

ผู้เขียนตระหนักดีว่าข้อถกเถียงเหล่านี้ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเป็นเวลานานพร้อมๆกับการก้าวเข้าสู่เริ่มต้นของศตวรรษที่ 21 สิ่งที่แตกต่างไปในปัจจุบันคือประโยชน์ของความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นถึงการฝึกฝนนักเรียนในด้านการแก้ปัญหา

เราเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการทำงานของสมองและวิธีที่นักเรียนพัฒนาไปสู่ความเข้าใจในระดับลึกของเรื่องและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ในฐานะผู้สอน เราเรียนรู้ที่จะช่วยให้นักเรียนของเราพัฒนาฐานของความเข้าใจ นั่นคือวิธีที่นักเรียนจะคิดเกี่ยวกับเรื่องหรือปัญหา โดยสรุปคือ นักเรียนควรที่จะได้รับการช่วยเหลือเพื่อพัฒนาโครงสร้างทางความคิดเพื่อที่จะแก้ปัญหา ยกตัวอย่างเช่นในการอ่าน เรามีหลักสำคัญที่จะสามารถสอนเพื่อเพิ่มความเข้าใจในการอ่าน

ผู้เขียนตั้งใจใช้คำว่าการฝึกสอนแทนคำว่าการสอน เพราะหลายครั้งที่เราเข้าใจว่าการสอนหมายถึงการบรรยาย – การสื่อสารทางเดียวจากอาจารย์ถึงนักเรียน- ผู้เขียนว่าในโรงเรียน การสอนด้วยวิธีนี้ไม่ได้ผลกับการเรียนรู้บางอย่าง หรืออาจจะเกือบทั้งหมดด้วย วิธีที่ได้ผลกว่ามากคือการที่ครูเรียนรู้ไปกับนักเรียนและช่วยนักเรียนสอนตัวเองหรือคนอื่น ดังเช่นที่โสเครตีสเชื่อว่า: เราจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเราได้ต้นพบคำตอบด้วยตัวเอง

ห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 จะมีลักษณะและให้ความรู้สึกแตกต่างอย่างมากกับห้องเรียนแบบเดิมที่มีครูยืนสอนอยู่หน้าชั้นและนักเรียนนั่งเรียงหน้ากระดานรอความรู้ป้อนส่งมา ภาพที่น่าจะเป็นมากกว่าคือการจัดที่นั่งอย่างหลวมๆ สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายเมื่อนักเรียนต้องทำงานเป็นคู่หรือแยกทำงานเดี่ยวของตัวเอง ครูมีส่วนร่วมมากขึ้นในกระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่น้ำพุแห่งความรู้ การเรียนและการถามตอบกระจายไปทั่วทั้งห้องเรียน ที่เราเรียกกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ว่าเป็นการเรียนรู้โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ถูกแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งอย่างที่เราเรียกว่าการเรียนรู้จากการทำงาน, การเรียนรู้จากการถาม, การเรียนรู้กับเพื่อน และการเรียนรู้จากการทำงาน ฯลฯ ในรูปแบบการเรียนรู้ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาคำตอบ หรือในอีกแง่หนึ่ง คือการใช้เหตุผลแบบนิรนัย กระบวนการเริ่มต้นโดยการกำหนดคำถามหรือปัญหาที่ต้องการคำตอบ, การสังเกต, สร้างสมมติฐาน, และการทดลองเพื่อพิสูจน์ข้อสมมติฐานนั้นๆ โดยสรุปคือ สิ่งที่จะสอน(หลักสูตร)นั้น มีความสำคัญเท่าเทียมกันกับวิธีที่เราจะแนะนำ(สอน)นักเรียน นั่นคือวิธีที่นักเรียนจะได้เรียนรู้

ดังนั้น มาเข้าเรื่องกันถึง : อะไรที่ควรจะเป็นทักษะสำคัญหรือสมรรถภาพในการเรียนรู้ที่เราต้องการจากคนรุ่นหลัง

จากการรวบรวมข้อมูลจากหลายๆแหล่ง สามัญสำนึกบอกเราว่าสิ่งนั้นคือการอ่าน ผู้เขียนหมายความอย่างนั้นจริงๆ การอ่านเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน และควรได้รับการฝึกฝนให้เชี่ยวชาญในช่วงต้นของการเรียน และผู้เขียนต้องการย้ำว่าการอ่านจริงๆหมายความว่าอย่างไร; ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง คุณอาจจะนึกภาพว่าการอ่านคือพื้นฐานของการศึกษาของคนๆหนึ่ง เราสร้างความรู้ขึ้นมาจากที่นั่น

สิ่งสำคัญต่อมาคือสิ่งที่เราอาจเรียกว่า ทักษะชีวิต หรือที่ผู้เขียนเรียกว่าทักษะทางสังคม – ความสามารถในการเข้าร่วมและทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อแก้ปัญหาและทำงานให้สำเร็จลุล่วง ผู้เขียนหมายรวมถึงทักษะของการเป็นผู้นำเข้าไปด้วย เราจะสอนให้เด็กมีความเป็นผู้นำได้อย่างไร คำตอบหนึ่งคือโดยการสร้างโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนตั้งแต่อายุยังน้อย ก่อนหน้านี้ที่ผู้เขียนกล่าวถึงชั้นเรียนที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และครูใช้การเรียนรู้โดยการทำงานเป็นกระบวนการสอน กลุ่มทำงานที่ได้รับโจทย์ที่มีความซับซ้อนจำเป็นต้องดึงทักษะความสามารถของแต่ละบุคคลออกมาใช้ในการทำงาน และแต่ละกลุ่มตำเป็นต้องมีผู้นำที่กลุ่มสามารถไว้วางใจได้เพื่อให้การทำงานนี้สำเร็จลุล่วง

โลกปัจจุบันกำลังอยู่ในยุคข้อมูลดิจิตอล แต่ผู้เขียนยังคงจงใจที่จะกล่าวถึงการพัฒนาทักษะพื้นฐานแรกและสำคัญที่สุดของการอ่านและการเขียนในการเรียนรู้ในโลกศตวรรษที่ 21 นี้และการมีทักษะทางสังคม

การเรียนรู้ทางดิจิตอลสิบเนื่องและมีความจำเป็นมากที่ผู้เรียนในรุ่นหลังต้องมีความสามารถด้านนี้ ผู้เขียนยังคงเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่จะใส่การเรียนคอมพิวเตอร์และการใช้โปรแกรมให้กับเด็กนักเรียนชั้นประถม อย่างไรก็ดี ผู้เขียนคิดว่าการเรียนรู้เรื่องดิจิตอลเหมาะสมที่สุดกับเด็กวัยพ้นชั้นประถม ณ ขณะนี้เป็นยุคที่เด็กต้องหาข้อมูลจากนอกห้องเรียนและพวกเขาสามารถหาคำตอบมากมายได้ทันทีจากเครือข่ายและเครื่องมือทางดิจิตอลอื่นๆที่มีอยู่มากมายเช่นกัน

หลักสูตรปริญญาตรีนานาชาติสามหลักสูตรของการศึกษาสำหรับนักเรียนช่วงอายุ 3 – 19 แสดงออกมาเพื่อให้เห็นว่ามาตรฐานการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ควรเป็นอย่างไร ระบบนี้ควรได้รับการศึกษาอย่างใกล้ชิดก่อนที่จะเผยแพร่ต่อไป

สิ่งที่ผู้เขียนได้พยายามนำเสนอในพื้นที่อันจำกัดตรงนี้คือให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงแนวคิดบางส่วนของผู้เขียนเกี่ยวกับว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับความสามารถในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และเราจะได้ความรู้เหล่านั้นมาอย่างไร

4 replies on “เราควรสอนอะไรให้กับเด็กๆของเราในศตวรรษที่ 21 : เพื่อเข้าถึงการเรียนรู้แบบมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดย ดร. ปีเตอร์ เจ. โฟลีย์”

Donald B. Easum, Ph.D. retired US ambasadorsays:

I am pleased to salute and commend to your attention Dr. Peter J Foley for the high quality and relevance of what he has been proposing from and for Thailand, a country where he is now resident and which he knows well and is currently serving along the lines of the nation’s goals set forth in the National Education Act of B.E. 2542 (1999).

adminsays:

It is an honor indeed to receive these gracious remarks from a most distinguished diplomat who also served as Undersecretary of State for Africa.

Peter J. Foleysays:

I would like others reactions on the question of what is important for students to learn
in the 21st century. We also would be happy to consider publishing further articles on this subject
Peter J. Foley, editor-in-chief

lyndasays:

The role that personal reflection on your learning plays is promoted in PYP and I believe it is an important tool in allowing students to “learn” teamwork, and to be responsible as learners.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *