Categories
Featured Articles การแสดงความคิดเห็น Opinion:Thai education Opinion:World Education

หัวใจสำคัญ

หัวใจสำคัญ

12 มีนาคม 2555

บทวิจารณ์นี้ตั้งชื่อว่า “หัวใจสำคัญ” คือชื่อของบทเพลงอันโด่งดังจากฝีมือของดอน เฮนลีย์ แห่งวง ดิ อีเกิ้ล และอย่างที่มักเกิดขึ้นเสมอ เนื้อร้องและทำนองของเพลงนี้พูดถึงพวกเราจริงๆ สิ่งที่ผู้เขียนจะมุ่งประเด็นไปในที่นี้ คือเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา แต่สิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะกล่าวถึงนั้นได้พาให้ผู้เขียนนึกไปถึงชื่อเพลงของบทเพลงรักที่งดงามซึ่งถูกขับร้องไว้อย่างไพเราะโดยดอน เฮนลีย์และนักร้องท่านอื่นๆ แม้ว่าเนื้อหาหลักของบทเพลงจะแตกต่างจากงานของเราและบทความนี้ ชื่อเพลงนี้กลับเกี่ยวข้องกับเหตุผลการมีอยู่ของเว็บไซท์นี้อย่างแท้จริง

เว็บไซท์ SCL ประเทศไทยสร้างขึ้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้บริหารและอาจารย์ผู้สอนในโรงเรียนในประเทศไทยให้เดินหน้าเกิดความเคลื่อนไหวมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สู่การตระหนักถึงการให้การเรียนรู้โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลางเป็นบรรทัดฐานของการเรียนรู้ในโรงเรียนของประเทศไทย จุดมุ่งหมายนี้ถูกบัญญัติไว้ในพระราบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าพรบ.นี้ไม่ได้กำหนดวันที่เอาไว้สำหรับการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่นี้

น่าจะดีกว่าไหมหากจะมีการกำหนดวันเอาไว้ให้เป็นที่รับรู้ทั่วกันสำหรับเป้าหมายสำคัญเช่นนี้? นั่นเป็นคำถามที่มีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุน

กลับเข้ามาสู่ “หัวใจสำคัญของเรื่อง” ของเรา ตอนนี้คือเดือนมีนาคม 2555 สิบสามปีให้หลังนับจากพระราชบัญญัติประกาศใช้ ผู้เขียนเขียนไว้ในบทความก่อนหน้า (มกราคม 2555) เกี่ยวกับความจำเป็นสำหรับนักปฏิรูปการศึกษาที่จะตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปอย่างช้าๆ นี่ย่อมเป็นผลเนื่องมาจากความเชื่องช้าของกระบวนการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินการสร้างการเรียนรู้โดยนักเรียนเป็นศูนย์กลางในประเทศไทย

บางที สัญญาณหรือข้อบ่งชี้ถึงความไม่คืบหน้านี้คือการยึดติดอยู่กับระบบการสอบในโรงเรียนในประเทศไทย แต่ละปี เด็กนักเรียนจะง่วนอยู่กับการสอบปลายภาคการศึกษา มองเผินๆแล้วนี่ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่มีคำถามบางข้อขึ้นมาว่า จริงๆแล้วเด็กนักเรียนคนไหนบ้างที่ต้องเตรียมตัวเพื่อการสอบ? คำตอบคือ: นับตั้งแต่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไปจนถึงนักเรียนชั้นมัธยม 6

สิ่งนี้นำไปสู่คำถามถัดไป เด็กประถมหนึ่งจะเตรียมตัวในการสอบอย่างไร? เนื้อหาที่ออกสอบมีอะไรบ้าง? อีกหนึ่งคำถามสำคัญคือ – ทำไมถึงต้องมีการสอบสำหรับเด็กที่เล็กขนาดนั้นด้วย? อีกหนึ่งข้อที่สำคัญคือ – สอบแล้วได้อะไร?

ผู้เขียนถามคำถามเหล่านี้ด้วยความหวังว่ามันจะกระตุ้นให้เกิดการแสดงความคิดเห็นขึ้นในที่แห่งนี้ การให้ความสำคัญกับการสอบวัดผลขัดแย้งกับวิถีทางประเมินความก้าวหน้าของนักเรียนในระบบการศึกษาที่นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนและการสอน

ในการศึกษาแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจะให้ความสำคัญเพียงเล็กน้อยกับการประเมินผล – นี่อาจเป็นเรื่องจริงสำหรับโรงเรียนในประเทศไทยทุกวันนี้- การสอบไม่สำคัญนัก แม้ว่าผู้เขียนจะกังขาว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นก็ตาม

แล้ว “หัวใจสำคัญ” ล่ะ?

จะให้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ”หัวใจสำคัญ” ในทางการศึกษานั้นคือ : ในใจกลางของชั้นเรียน, โรงเรียน, ระบบการศึกษา.และการจัดอันดับผลการดำเนินการทางการศึกษาของประเทศในระดับนานาชาติ ก็คือครูซึ่งเป็นผู้ที่มีผลมากที่สุดต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน มีงานวิจัยมากมายเป็นข้อสนับสนุนเกี่ยวกับประเด็นนี้ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ที่ที่เราจะมาพูดกันถึงหลักฐานทางการวิจัย บางทีหลักฐานที่ดีที่สุดของบทบาทสำคัญของครูอาจเป็นการศึกษาจากระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของเอเชียและมาสำรวจถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้น

สี่ประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกในทวีปเอเชีย ได้แก่ฮ่องกง, เกาหลี. เซี่ยงไฮ้ และสิงคโปร์  หลักสูตรการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ(PISA) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปี 2552 ได้ยกตัวอย่างให้เห็น เช่นในวิชาคณิตศาสตร์ เด็กนักเรียนอายุ 15 ปีของเซี่ยงไอ้ มีความสามารถสูงกว่าเด็กนักเรียนที่อายุเท่ากันในออสเตรเลียหรืออเมริกาไปสองถึงสามปี

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ระบบการศึกษาในสี่ประเทศเหล่านี้มีความก้าวหน้าเหนือกว่าระบบของประเทศอื่นๆในเอเชีย และทำให้ประเทศเหล่านั้นก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก

สถาบันกราทตันจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นในออสเตรเลียพยายามทำการศึกษาระบบทั้งสี่นี้เพื่อค้นหาคำตอบ พวกเขานำเสนอผลการค้นคว้านี้ในรายงานสำคัญ – ตามให้ทัน: เรียนรู้จากระบบโรงเรียนที่ดีที่สุดของเอเชียตะวันออก [http:www.grattan.edu.au]

สิ่งที่สถาบันค้นพบ:

คนทั่วโลกเห็นด้วยเพิ่มขึ้นว่าอะไรที่เหมาะสมกับโรงเรียน

เนื้อหาของการวิจัยแสดงให้เห็นถึงข้อพื้นฐานของระบบการศึกษาขั้นสูง

ระบบนั้น:

–           ให้ความสำคัญว่าอะไรได้ผลและอะไรไม่ได้ผล พวกเขาเข้าร่วมการฝึกฝนในระดับสากล ให้ความเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดกับวิธีการวัดผลความสำเร็จ, และเข้าในสภาพและความต้องการของตนเอง

–           เห็นคุณค่าของครูและเข้าใจว่าอาชีพนี้มีความซับซ้อน ให้ข้อจูงใจผู้สมัครที่มีคุณภาพสูง ให้เขาเหล่านั้นทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนที่มีประสิทธิภาพและสร้างโครงสร้างรายได้อาชีพที่ตอบสนองกับการสอนที่ดี

–           ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของครูให้ตอบสนองต่อการเรียนรู้นั้น ครูจะได้รับความรู้เพื่อจะเข้าใจลักษณะและกระบวนการของการเรียนรู้ของเด็ก, การให้คำปรึกษา, การสังเกตชั้นเรียน และคำแนะนำที่สร้างสรรค์ก็จะสร้างครูที่มีความเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ทั้งสี่ระบบการศึกษาชั้นนำของเอเชียตะวันออกใช้ได้ผล ได้แนะนำหนึ่งหรือหลายข้อต่อไปนี้

โดยทั่วไป โรงเรียนเหล่านั้น:

–           จัดการอบรมวิชาชีพครูที่มีคุณภาพ ในสิงคโปร์ นักศึกษาจะได้รับเงินเดือนในระหว่างที่อบรม ในประเทศเกาหลีการประเมินของรัฐบาลสามารถสั่งปิดหลักสูตรการอบรมครูที่ไม่มีประสิทธิภาพได้

–           มีที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้และการสอนอย่างต่อเนื่อง ในเซี่ยงไฮ้ ครูทุกคนจะมีที่ปรึกษา และครูจบใหม่จะมีที่ปรึกษามากกว่าหนึ่งคนที่จะคอยดูแลและให้ความเห็นในการสอนของครูจบใหม่

–           มองครูในฐานะนักวิจัย ในเซี่ยงไฮ้ครูเป็นส่วนหนึ่งของคณะวิจัยเพื่อการพัฒนาและประเมินวิธีการสอนใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ครูไม่สามารถเพิ่มวิทยฐานะของตนเองได้หากปราศจากการพิมพ์เผยแพร่ผลงาน

–           ใช้การเยี่ยมชมห้องเรียน ครูทุกคนจะไปเยี่ยมชมชั้นเรียนอื่นเป็นประจำ ให้ข้อคิดเห็นที่จะช่วยในการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนในชั้นเรียนของแต่ละคน

–           เลื่อนตำแหน่งให้แก่ครูที่มีคามสามารถและมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบมากกว่าเดิมในการเรียนและการสอน หัวหน้าครูจะรับผิดชอบส่วนงานพัฒนาการสอนทั้งระบบ

หลักสำคัญที่โรงเรียนเหล่านั้นใช้: ในฮ่องกง ความสำคัญของการสอบถูกมองข้าม ในสิงคโปร์ หลักสูตรการเรียนของครูถูกปรับปรุงใหม่โดยให้ความสำคัญมากขึ้นกับการฝึกสอนการจัดการชั้นเรียนจริงและวิธีการสอนในพร้อมกัน โดยการลดลงในส่วนปรัชญาและหัวข้ออื่นที่เกี่ยวข้องในหลักสูตร ที่สิงคโปร์ ครูฝึกสอนจะได้รับเงินเดือนเทียบเท่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ และที่เซี่ยงไฮ้มีการลดชั่วโมงการสอนของครูลงเพื่อให้พวกเขามีเวลาทำงานกับที่ปรึกษาครูมากขึ้น

แต่สิ่งสำคัญคือ ในแต่ละระบบเหล่านี้ นโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลจะเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเงื่อนไขการทำงานของครู, การเรียนรู้อย่างผู้เชี่ยวชาญและเส้นทางอาชีพ

ในโอกาสหน้าเราจะศึกษาระบบการศึกษาเหล่านี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ผู้เขียนนึกสงสัยว่านักปฏิรูปในสิงคโปร์, ฮ่องกง, เกาหลีและเซี่ยงไฮ้ เคยนึกถึงประเทศไทยบ้างหรือไม่?

วิธีใดก็ตามที่ โยการวิจัยและการทดสอบ หัวใจหลักสำคัญของการพัฒนาระบบการศึกษาคือตัวอาจารย์ ในหนังสือ ทำไมถึงไม่เอาโรงเรียนที่ดีที่สุด? [ACER Press, Camberwell, ออสเตรเลีย, 2008] ของไบรอัน คาดเวล เขาได้เขียนไว้ในบทหนึ่งเพื่อแสดงว่าคุณภาพของโรงเรียนไม่มีทางเกินไปกว่าคุณภาพของครูในโรงเรียน

มันก็คือในที่นี้ ประเทศไทยต้องมีการก้าวกระโดดเพื่อให้ครูในประเทศมีการฝึกฝนและได้รับการสนับสนุนในทางที่จะช่วยให้ประเทศบรรลุถึงเป้าหมายของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ระบบการศึกษาของไทยสามารถก้าวหน้าได้เทียบเท่าระบบการศึกษาของสี่ประเทศในเอเชียที่ได้กล่าวถึงไว้ในบทความนี้ แต่ในความคิดของผู้เขียนเราต้องมองดูอย่างลึกซึ้งว่าประเทศเหล่านั้นทำอย่างไรจึงทำให้การปฏิรูปการศึกษาพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว สิ่งนั้นน่าจะกระทำได้เช่นกันในประเทศไทย

Greg Cairnduff

รักษาการณ์บรรณาธิการ

One reply on “หัวใจสำคัญ”

Peter J. Foleysays:

Dear Greg,
This is a good article. And of course Thailand needs more teachers who can really advance learning outcomes. And your point that the more attractive the government can make in the benefits of becoming a teacher in Thailand the better. Actually there is no shortage of good schools filled with high performing teachers in Bangkok. It is in the rural areas where Thai students often suffer because teachers are less motivated and not given the proper training.
Thank you for posting your article.
Best wishes,
Peter J. Foley

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *