Categories
บทความ Opinion:World Education

(English) High Performing Schools: What’s the secret?

โรงเรียนชั้นนำ:

เคล็ดลับคืออะไร?

ทั่วทุกมุมโลก หลายประเทศกำลังพยายามที่จะทำให้โรงเรียนและระบบโรงเรียนมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ประเทศไทยเองก็ไม่เป็นข้อยกเว้น

เรารู้ว่าบางระบบโรงเรียนมีการดำเนินการดีกว่าที่อื่น และเรารู้ว่าโรงเรียนและระบบโรงเรียนที่ดีนั้นมีสิ่งที่เหมือนกันอย่างไร มันไม่มีความลับในด้านปัจจัยที่จะนำเราไปสู่การเป็นโรงเรียนและระบบการเยนการสอนที่ยอดเยี่ยม มันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลถ้าเราจะถามว่าในตารางหรือรายชื่อของโรงเรียนชั้นนำในผลสำรวจของสถาบันต่างๆ อะไรคือหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินว่ามันเป็นอย่างนั้น?

มีอยู่หลายวิธีที่ใช้ในการตัดสิน ประเทศส่วนใหญ่จะใช้ระบบการสอบวัดผลกลางระดับประเทศ  ส่วนมากในด้านความรู้หนังสือและการคำนวณ ยกตัวอย่างเช่นในประเทศไทยจะมีการสอบโอเนตซึ่งเป็นการวัดผลการศึกษาของโรงเรียนในระดับพื้นฐานที่เทียบกันทั่วประเทศ

ในระดับนานาชาติ มีเกณฑ์เปรียบเทียบสมรรถนะที่จัดทำโดยหลายองค์การ อย่างเช่นองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา [OECD] หลักสูตรการประเมินผลนักเรียนนานาชาติของ OECD (PISA) สามารถใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบระหว่างระบบ และระหว่างประเทศ

ข้อประเมินของ PISA จะตรวจสอบในคำถามอย่างเช่น:

  • นักเรียนเตรียมพร้อมสำหรับปัญหาในอนาคตดีหรือยัง?
  • นักเรียนสามารถวิเคราะห์, ให้เหตุผลและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่?
  • นักเรียนมีความสามารถที่จะเรียนรู้ต่อเนื่องไปตลอดชีวิตหรือไม่?

การสำรวจของ PISA จัดขึ้นเพื่อตอบคำถามเหล่านี้ผ่านการสำรวจข้อมูลจากเด็กอายุ 15 ปีในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ทุกสามปีจะทำการประเมินว่านักเรียนที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาภาคบังคับนั้นได้รับความรู้และทักษะอะไรที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในสังคม หัวข้อคำถามจะเกี่ยวข้องกับภาษา, การคำนวณและวิทยาศาสตร์ และที่เพิ่มขึ้นมาในปัจจุบันคือ ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิตอล

อีกแหล่งข้อมูลหนึ่งเกี่ยวกับการดำเนินการของโรงเรียนได้มาจากองค์การเพื่อการวิจัย อย่างเช่นบริษัทวิจัยเพื่อสังคมแมคคินซีย์และสถาบันกราทันของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

การวิจัย [2549 – 2553] ในระบบโรงเรียนมัธยมที่มีประสิทธิภาพ โดยแมคเคนซีย์แอนด์คอมปานี รวบรวมจากโรเรียนมัธยม 25 แห่งทั่วโลก ผลการวิจัยถูกตีพิมพ์ในรายงาน – โรงเรียนชั้นนำก้าวขึ้นมาได้อย่างไร [มีนาคม 2551]

มันเป็นไปได้ที่จะเผยแพร่ข้อมูลว่าอะไรที่ทำให้บางโรงเรียนได้รับการจัดอันดับว่าเป็นโรงเรียนที่ดีและในกลุ่มโรงเรียนระดับสูงด้วยกัน อะไรคือสิ่งที่ทำให้บางโรงเรียนมีประสิทธิภาพดีกว่าที่อื่น

โรงเรียนที่กำลังจะปรับปรุงการเรียนการสอนของตนสามารถใช้ผลการวิจัยนี้เป็นแหล่งอ้างอิงและประยุกต์ใช้กับโรงเรียนของตน

ในขณะที่มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ เป็นต้นว่าขนาดของชั้นเรียน, บุคลากร, งบประมาณและอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การวิจับแสดงให้เห็นว่ามีหนึ่งปัจจัยที่เด่นชัดกว่าข้ออื่นๆ สิ่งนั่นก็คือคุณภาพของอาจารย์ในโรงเรียน

มีหลักสำคัญสามประการในการให้โรงเรียนได้มีครูผู้สอนที่มีประสิทธิภาพ:

  • ให้คนที่เหมาะสมมาทำหน้าที่ครู
  • พัฒนาครูผู้สอนใหม่ๆให้กลายเป็นผู้แนะนำการสอนที่มีประสิทธิภาพ
  • พัฒนาระบบให้สามารถพัฒนาครูที่ดีที่สุดได้สำหรับเด็กทุกคน

รายงานของแมคเคนซีย์พบว่าใน 25 โรงเรียนตัวอย่าง ปัจจัยสามประการนี้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอนได้ในทุกโรงเรียน

มีการศึกษาอื่นสนับสนุนในข้อนี้อีก

ปี 2554 สถาบันกราทตันรายงาน เรียนรู้จากสิ่งที่ดีที่สุด [http://www.grattan.edu.au] ทดสอบในสี่ประเทศที่มีระบบโรงเรียนดีที่สุดในเอเชีย – สิงคโปร์, เซี่ยงไฮ้, เกาหลีใต้และฮ่องกง

ที่นักวิจัยต้องการทราบคือ: ทำไมประเทศเหล่านี้จึงก้าวหน้าเร็วกว่าประเทศอื่นๆ?

คนทั่วมากคิดว่าการศึกษาในทวีปเอเชียนั้นมีประสิทธิภาพในเฉพาะบางประเทศ แต่หลักฐานนี้จะหักล้างกับความเชื่อเหล่านั้น ในสี่ประเทศนี้ ประสิทธิภาพของการศึกษามาจากยุทธศาสตร์การดำเนินการด้านการศึกษาที่ได้ผลซึ่งเน้นหนักในด้านการดำเนินการในการพัฒนาหลักสูตรที่พัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง

ในระยะเวลาเพียงห้าปี ฮ่องกงขยับจากลำดับที่ 17 มาสู่ลำดับที่ 2 จากรายงานการศึกษาความก้าวหน้าของการอ่านออกเขียนได้นานาชาติ (PIRLS) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การปฏิรูปการศึกษาในสี่ประเทศทำให้จำนวนประชากรที่อ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความสำเร็จไม่อาจมองเห็นได้จากสิ่งที่มักเห็นว่าเป็นการเน้นย้ำด้านการท่องจำอย่างที่มักสอนกันในประเทศในเอเชีย เด็กเรียนที่พึ่งพาการเรียนแบบท่องจำมีผลคะแนนที่ไม่ดีนักในการสอบของ PISA เพราะการประเมินของ PISA เน้นหนักด้านกระบวนการสร้างความรู้และความสามารถในการแก้ปัญหา ทักษะเหล่านี้ไม่อาจมีได้จากการท่องจำ การท่องจำเพื่อไปทำข้อสอบจะทำให้ได้คะแนนน้อยกว่าในการสอบ PISA นอกเหนือจากนั้น การวิจัยนานาชาติแสดงให้เห็น ยกตัวอย่างเช่น การเรียนในชั้นเรียนที่ฮ่องกงนั้นเน้นหนักที่การให้เหตุผลแบบนิรนัยกับเนื้อหาที่ทันสมัยมากขึ้น

ผู้ดูแลด้านนโยบายการศึกษาของไทยสามารถใช้รายงานของกราททันในสี่ประเทศดังกล่าวเป็นตัวอ้างอิง ผู้ที่ศึกษาจะสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าการปฏิรูปการศึกษาในสี่ประเทศเหล่านั้นมีหนึ่งหรือหลายอย่างที่คล้ายกันอยู่คือ;

–           มีการจัดการศึกษาครูที่มีประสิทธิภาพ ในสิงคโปร์นักศึกษาจะได้รับเงินเดือนระหว่างการเรียนวิชาชีพครู รัฐบาลมีอำนาจเด็ดขาดในการสั่งปิดสถาบันการศึกษาที่ไม่มีประสิทธิภาพ

–           จัดหาที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาการเรียนและการสอนอย่างต่อเนื่อง ในเซี่ยงไฮ้ ครูทุกคนจะมีที่ปรึกษา และครูจบใหม่จะมีที่ปรึกษามากกว่าหนึ่งคนคอยดูแลและให้คำแนะนำในการสอนของครู

–           มองครูในฐานะนักวิจัย ในเซี่ยงไฮ้ครูจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มวิจัยที่พัฒนาและประเมินผลการสอนอย่างต่อเนื่อง ครูไม่สามารถของวุฒิที่สูงขึ้นได้หากไม่เคยมีผลงานตีพิมพ์ในสื่อสาธารณะ

เรื่องท้าทายของประเทศไทยคือการมองดูประเทศเหล่านั้นและคิดค้นว่าสิ่งใดที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม ซึ่งนั่นก็เหมือนกับที่สิงคโปร์, เกาหลีใต้, เซี่ยงไฮ้และฮ่องกงเคยทำมา

ประเทศไทยก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

One reply on “(English) High Performing Schools: What’s the secret?”

Bill DiYesosays:

to score well on the PISA data, a school must have a relatively permanent staff wno share info & techniques as they develop their craft. In the US, we pay newer teachers so poorly that many leave just as they begin to understand what it takes to bring out the the best in students. It is impossible to measure the devastating effects, intellectually, financially, and socially, that result from this trend. Anyone with a brain can be taught to “instruct” a class, through rote methodology, and prepare them for a standardized test. These tests have their place in the overally education of young people, but most of what they face in life after high school is anything but “standardized”! A good teacher encourages THINKING. Many have found ways to do this and teach to the test at the same time. Those are the ones who are leaving. As rewarding as the outcome may be, this kind of teaching demands time and effort far beyond the scope of the paycheck they receive. They are confident, capable people who realize there are other things they can do with their creative minds for much more money and less hassle. Administrators often minimize such loss but these are “the straws that stir the drink”. Without them, the process loses its “fizz” and the product we graduate is far less than it could be. We have already begun to pay for that.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *