Categories
Pathway Schools

วิยาลัยแบงค์สตรีทในนิวยอร์คซิตี้

Welcome  to  Student-Centered Learning

Thailand

 LONG LIVE THE KING!

Our Mission:

To provide a center of discussion , information and planning for 21st Century education reform in Thailand that will lead to a unity of purpose and action among  Thai and international educators to realize the goals set forth in the National Education Act of  B.E. 2542 (1999).

At the heart of this National Education Act B.E. 2542 (1999) is a move toward student -centered learning and a student- centered  classroom.  Specifically, Section 24 of the Education Act outlines what must be done   to improve  education  performance : 1. arranging learning in line with the students’ interests , aptitudes and individual differences ;2. training students in thinking abilities, especially critical thinking; 3.organizing learning activities that draw from authentic experiences; and 4. promoting situations where learners and teachers learn together.  

In addition to addressing these key issues of education reform in Thailand , indeed in international education, we also focus our attention and resources on the goal of promoting Thai teachers to reach their potential as skilled teachers using teaching methods that engage their students with the result that students love to learn through self discovery.  

โรงเรียนนำร่องที่น่าเรียนรู้ : โรงเรียนแบงค์สตรีทสำหรับเด็กในวิทยาลัยการศึกษาแบงค์สตรีท

โดย ดอกเตอร์ปีเตอร์ เจ. โฟลีย์ (รายงานจากนิวยอร์คซิตี้ กุมภาพันธ์ 2555)

ถ้าคุณโชคดีพอที่จะได้เรียนที่บัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัยการศึกษา Bank Street หรือแม้แต่เข้าไปเยี่ยมชมที่โรงเรียน Bank Street คุณไม่จำเป็นต้องถามเลยว่าเด็กๆทำอะไรกันบ้าง ท่านสามารถเข้าถึงความสำเร็จและการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนได้เพียงการมองไปรอบตัว ผลงานของพกเขามีอยู่ทุกที่ ทั้งบนผนัง, บนเพดาน, บนโต๊ะและบนพื้น งานของเด็กนักเรียนสะท้อนออกถึงความสนใจของพวกเขา โลก ของเขา

ข้างล่างคือภาพผลงาน Paper Mache แสดงทิวทัศน์แม่น้ำฮัดสันและเมืองรอบแม่น้ำในตอนกลางวันของนักเรียนชั้นประถม การศึกษาสภาพโดยรอบแม่น้ำใช้เวลาสามเดือน งานที่เราเห็นในภาพคือตัวแทนของสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการสังเกตและศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ

ส่วนหนึ่งของงานสำรวจแม่น้ำฮัดสันของนักเรียนประถมสองรวมไปถึงการไปดูที่ถนน Boat Basin สายที่ 79 ภาพล่างคือผลงานหนึ่งของนักเรียนที่แสดงให้เห็นถึงการไปครั้งนั้น

อย่างช้าๆ นักเรียนจะย้อนเวลากลับไปหาชนอเมริกันพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ตามแนวแม่น้ำฮัดสันก่อนที่คณะนักสำรวจจากยุโรปจะเข้ามาที่อเมริกาเหนือ จากนั้นในชั้นปีที่สี่ นักเรียนเรียนเกี่ยวกับชาวอียิปต์และแม่น้ำไนล์ สถานที่ที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าวิธีการพัฒนาแบบปฏิสัมพันธ์ของBank Street อย่างที่ Stan Chu อาจารย์อาวุโสแห่งศึกษาบัณฑิตวิทยาลัยการศึกษาBank Street ได้ให้คำจำกัดความไว้

วิธีการเรียนรู้นี้ช่วยให้เด็กสามารถบูรณาการสิ่งต่างๆที่มีความหมายและความสำคัญของตัวเองเข้ามาและย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนหน้ารวมถึงสถานที่ห่างไป ผู้เขียนสังเกตเห็นว่าการเรียนรู้หลากหลายวิธีกำลังเกิดขึ้นอยู่รอบตัว ดังนั้น เด็กแต่ละคนจะได้รับวิธีการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆกันตามที่พวกเขาจะเข้าถึง ตามทฤษฎีของรอยต่อพัฒนาการของไวก็อตสกี้ ผู้เขียนสังเกตเห็นถึงการเรียนรู้แบบบูรณาการของอาจารย์เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กเรียนเรื่องการสำรวจในวิชาประวัติศาสตร์ ในวิชาศิลปะพวกเขาก็จะแสดงละครหุ่นเกี่ยวกับการสำรวจ เช่นกันกับการบูรณาการความรู้นี้เข้าไปในวิชาภูมิศาสตร์อังกฤษหรือแม้แต่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (เช่นการทำแผนที่ความคิด, เส้นทางการเดินทางและการสำรวจ) ครูผู้สอนศิลปะอธิบายแก่ผู้เขียนว่าพวกเขาเริ่มใช้ศิลปะในตอนแรกๆที่นักเรียนพูดถึงการตั้งข้อกำหนดทางมารยาทและการจัดการห้องเรียน ครูศิลปะขอให้นักเรียนนึกถึงช่วงเวลาที่มีเคยได้รับความช่วยเหลือหรือมีคนทำดีด้วย และให้นักเรียนวาดภาพเหตุการณ์ในตอนนั้นออกมาในรูปภาพ

การสร้างให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมต่างๆในโรงเรียนอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่น่าประทับใจมาก เช่นที่แสดงข้างล่างคือการสะท้อนความรู้สึกที่พวกเขามีต่อหิมะ

ผู้เขียนถูกพาไปชมสนามกลางแจ้งในรั้วโรงเรียนที่เต็มไปด้วยกองทรายและชิ้นไม้ขัดเงาและสิ่งที่เหมือนกับบล็อคไม้ที่เรียกกันว่าบล็อคกลวงที่ถูกคิดขึ้นโดยแคโรไลน์ พราทต์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนประจำชุมชน เด็กอายุระหว่าง 5 – 7 ปีจะลงมาเล่นและเรียนที่นี่วันละชั่วโมงเพื่อสร้างทุกอย่างที่พวกเขานึกออก ผู้เขียนเฝ้าดูเด็กสี่ขวบคู่หนึ่งช่วยกันสร้างสิ่งที่ดูเหมือนบ้านขนาดเล็ก พวกเขาแบ่งงานกันทำ คนหนึ่งเดินขนไม้กลับไปให้เพื่อนที่กำลังสร้างบ้านอีกด้านหนึ่งอยู่ บทบาทอีกอย่างหนึ่งของโรงเรียนคือการสอนให้เด็กเรียนรู้การทำงานร่วมกัน เด็กนักเรียนที่นี่ได้เรียนรู้คุณค่าและประสิทธิภาพของความร่วมมือที่นำไปสู่ความสำเร็จอันน่าทึ่งที่คนหนึ่งคนไม่อาจหวังจะทำสำเร็จผ่านการสรรสร้างโลกเล็กๆของพวกเขา

ผมกลับจากการชมโรงเรียนอย่างร่าเริง เมื่อตามตัวเองว่าทำไม ผู้เขียนตระหนักว่ามันคือผลของการเข้าไปอยู่รวมกับครูอาจารย์มากมายที่มีความกระตือรือร้นและมีความสุขในงานของตัวเอง พวกเขารักในสิ่งที่ทำและรักการได้เห็นว่าพวกเขาสามารถทำให้เด็กเข้าในอย่างลึกซึ้งในโลกรอบตัวที่พวกเขาอยู่และชี้ทางเด็กเหล่านี้ไปในเส้นทางที่การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกในทุกๆวัน ผู้เขียนได้พบอาจารย์นับสิบที่ต่างยิ้ม หัวเราะ กระตือรือร้นและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ผู้เขียนสัมผัสได้ถึงสิ่งเหล่านั้นกระทั่งหมดวัน

ผู้เขียนเข้าใจถึงสิ่งที่เหล่านักวิชาการศึกษาแบบเดิมจะถามเมื่อพวกเขาได้อ่านบทความนี้ “แต่แล้วเด็กที่โรงเรียนนี้มีความสามารถมากพอในสาขาวิชาที่จำเป็นในการเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรือเปล่า?”  ข้อพิสูจน์จากการติดตามเด็กนักเรียนทั้งในระดับมัธยมและวิทยาลัยพบว่าเด็กเหล่านี้ทำได้ดีเกินกว่ามาตรฐาน

แต่ผู้เขียนอยากจะเห็นด้วยตาของตัวเอง ผู้เขียนได้อ่านเรียงความที่ติดบนป้ายประกาศ เกี่ยวกับนวนิยายเรื่องเพื่อนยาก ของจอห์น สไตน์เบ็ค

ทุกชิ้นเขียนได้ดีมาก เรียงความส่วนใหญ่เขียนได้ดีเกินมาตรฐานงานเขียนของนักเรียนเกรด 7 (ม. 1)

แต่ไฮไลท์ของการสังเกตของผู้เขียน อยู่ที่งานศิลปะของเด็กน้อยวัยสามขวบ

เหล่านี้คืองานประดิษฐ์สร้างจากที่ล้างท่อและวัสดุอื่นๆหลายชนิด ชิ้นหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพในด้านความสมมาตรและการผสมผสานการใช้สีที่ผู้เขียนรู้ดีว่าแม้แต่ศิลปินชื่อก้องอย่างมิโรยังต้องประทับใจ

โรงเรียนแห่งนี้คือแรงบันดาลใจ และผู้ที่เข้ามาสัมผัสที่นี่จะได้รับความเข้าใจว่า การศึกษาที่แท้จริงนั้นคือการฟูมฟักและพบปะกับเด็กในสภาพที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือให้โลกของพวกเขากว้างขึ้นและกลายเป็นผู้สรรสร้างโลกในทางที่เหมาะสมที่จะนำมาซึ่งความพึงพอใจและความมั่นใจของเด็กและขยายออกไปยังสังคมรอบตัวเด็กเอง

4 replies on “วิยาลัยแบงค์สตรีทในนิวยอร์คซิตี้”

Duanyisays:

It is not how much students are taught, but how much they’re allowed to imagine, to explore the unknown with the assistance from teachers. A student centered learning framework is just providing such a great opportunity.

Bill DiYesosays:

It’s so encouraging to know there are educational opportunities out there like this. We can only hope that such methodology will be incorporated into classrooms in every public & private school before too long. We are about due for an intellectual renaissance. Who better to lead it than children who already know the best answers are often “outside the box”.

lyndasays:

Such an approach to learning, and the examples of student work shown, reminded me of my own primary classroom in the UK in the early 1990s. The connections between subjects and the liveliness of classroom learning spaces:valuing students’ work and using the display space as a way of immersing students in their learning and reinforcing the learning is so valuable.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *